Month: August 2011

ระบบการวัดพิกัด (Positioning) ใต้ทะเล

Underwater positioning and navigation systems

  • ก็ขอแปลตรงตัวก็แล้วกันว่า ระบบการวัดพิกัดใต้ทะเล งานที่เราเรียกกันว่างาน Offshore ได้แก่งานสำรวจหา oil & gas หรือสำรวจเพื่อการก่อสร้างเช่นการวางท่อแก็ส การวางสายไฟฟ้า การวางสาย Fiber optic การติดตั้งแท่นขุดเจาะน้ำมัน หรืองานสำรวจทรัพยากรทางทะเล เป็นต้น งานเหล่านี้ถ้าต้องใช้เครื่องจักรใต้น้ำเช่น ROV (Remote Operated Vihicle) (สำหรับน้ำลึกเกินขึดของนักประดาน้ำจะดำได้) ไปปฎิบัติการใต้น้ำ จะหาตำแหน่งของ ROV ได้อย่างไร ติดตั้ง GPS ไม่ได้แน่นอนเพราะอยู่ใต้น้ำ
  • ในบางกรณีที่ต้องใช้นักประดาน้ำก็สามารถติดตั้งเครื่องมือเหล่านี้ที่หลังนักประดาน้ำได้เช่นเดียวกัน

อุปกรณ์

  • จะประกอบไปด้วยอุปกรณ์อยู่สองอย่างคือ Transmitter (Transducer) เป็นตัวส่งคลื่นเสียง ติดตั้งอยู่ที่เรือ ส่วนอีกส่วนเรียกว่า Receiver (Transponder) เป็นตัวรับคลื่นเสียงและสะท้อนกลับไปที่ Transducer และจะมีโปรแกรมสำหรับประมวลผลเพื่อหาพิกัดและความลึก
  • ระบบการวัดพิกัดใต้ทะเลจะมีอยู่สามแบบขึ้นอยู่กับอุปกรณ์และความลึกได้แก่
    1. Ultra Short Baseline(USBL) หรือเรียกอีกอย่างว่า Super Short Baseline (SSBL)
    2. Short Baseline (SBL)
    3. Long Baseline (LBL)

Ultra Short Baseline (USBL)

  • เป็นระบบที่เล็กและใช้อุปกรณ์น้อย การติดตั้งอุปกรณ์ที่ด้านข้างหรือใต้ท้องของเรือจะเรียกว่า array of transducer คือจะมี transducer มากกว่า 3 ตัวเรียงเป็นแนวเส้นตรงห่างกันตัวละประมาณ 10 cm. ที่ต้องมีหลายตัวเพราะจะเป็นตัววัดมุม (angle) ไปยัง transponder ที่อยู่ใต้น้ำ
ภาพจาก http://www.km.kongsberg.com
  • การประยุกต์ใช้งาน รูปด้านล่างจะติดตั้ง transpoder ที่ ROV
ภาพจาก http://www.sonardyne.co.uk

Short Baseline (SBL)

  • การติดตั้งอุปกรณ์ transducer มากกว่า 3 ตัวที่ใต้ท้องเรือ แต่ละตัวจะติดตั้งห่างกันประมาณ 10-50 เมตร เมื่อคลี่นเสียงถูกส่งไปจาก transducer จากตัวเรือคลื่นเสียงจะสะท้อนจาก transponder ที่อยู่ใต้น้ำจะได้ระยะทาง (Range) ซึ่งสามารถนำไปคำนวณหาพิกัดของ transponder เป้าหมายได้
ภาพจาก http://www.km.kongsberg.com
  • การประยุกต์ใช้งาน รูปด้านล่างจะติดตั้ง transponder ที่ ROV
ภาพจาก wikipedia

 Long Baseline (LBL)

  • เป็นระบบที่ใช้อุปกรณ์มากที่สุดและให้ความละเอียดดีที่สุด การติดตั้งอุปกรณ์จะติดตั้ง transponder มากกว่า 3 ตัวบนพื้นท้องทะเล
ภาพจาก http://www.sonardyne.co.uk

Topside Unit

  • การคำนวณหาพิกัดใต้ทะเลจะใช้โปรแกรมบนเครื่องคอมพิวเตอร์เฉพาะแล้วแต่ผู้ผลิด หรืออาจจะเป็น Topside Unit ดังรูปด้านล่าง
ภาพแสดง Topside Unit และ Transducer ยี่ห้อ Applied Acoustic

การประยุกต์ใช้งานในองค์กรของผม

  • สืบเนื่องจากบริษัทฯที่ผมทำงานอยู่ประมูลได้งานวางสายเคเบิลเป็นสายไฟฟ้าขนาด 115 Kv จากอ.ขนอมไปเกาะสมุย ระยะทางในการวางสายประมาณ 54 กม. เจ้าของงานคือกฟภ. งานก่อสร้างจะเริ่มในปีหน้า(2555) ช่วงนี้เป็นช่วงสั่งผลิตสายไฟฟ้าที่นอรเวย์ ประสบการณ์ตอนนี้ก็นับว่าเป็นงานที่ 3 แล้ว รูปด้านล่างเป็นเครื่องจักรในการวางสายไฟฟ้าใต้ทะเล(Cable Laying Barge) ผลิตและปรับปรุงขึ้นเอง
เครื่องจักรสำหรับวางสายไฟฟ้าใต้ทะเล
  • ส่วนตัวที่ขุดเป็นร่องในการวางสายเรียกว่า Jet Sled ซึ่งอุปกรณ์ตัวนี้ที่จะติดตั้ง USBL เพื่อหาพิกัดใต้น้ำ
Jet Sled ที่ติดตั้งอุปกรณ์ USBL
  • สนนราคาของ USBL ประมาณสองล้านบาท ราคาขนาดนี้ไม่ต้องพูดถึงว่าระบบ SBL หรือ LBL ราคาคงปริ๊ดครับ

การติดตั้งและการใช้งาน Firebird บน Ubuntu/Ubuntu Server

ฐานข้อมูล Firebird

  • Firebird ในฐานะที่เป็นฐานข้อมูล RDBMS จำพวกเดียวกันกับ MySQL, Postgresql ฟรีและเปิดโค๊ดเช่นเดียวกัน ที่สำคัญคือทุกตัวนั้น cross-platform แต่ถ้าดูจำนวนผู้ใช้แล้ว MySQL กินขาดเอาแค่ใช้กับ Web Application ก็ยังไม่มีฐานข้อมูลไหนมาเทียบเคียงได้ จำนวนผู้ใช้ Firebird เป็นรอง Postgresql อยู่พอสมควร
  • ในฐานะความเรียบง่ายและเร็วแล้วผมคิดว่า Firebird น่าจะเป็น choice แรก ดูการทดสอบเปรียบเทียบระหว่าง Firebird,MySQL,Postgresql แต่การเปรียบเทียบพรรค์นี้นะดูเอาเป็น reference ก็แล้วกัน (คล้ายๆกับถามว่ารถ Toyota, Honda ใครเจ๋งกว่ากัน ถกกันไม่จบ)  ดูการเปรียบเทียบที่ postgresql กินขาดได้ที่นี่
  • post ใน blog ตอนนี้ถือว่าเป็นบันทึกช่วยจำของผมก็แล้วกัน ผมมีเกร็ดขำๆเล็กน้อยก็คือชื่อ Firefox ตัว Web browser ที่เราคุ้นเคยกันอยู่ตอนแรกปี 2003 Mozilla Foundation ได้เปลี่ยนชื่อจาก Phoenix มาเป็น Firebird ปรากฏว่ามาชนกับชื่อฐานข้อมูล Firebird ที่มีอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งจะทำให้ประชาชนสับสนกันใหญ่ถ้าต้องค้นหาใน Search Engine กว่าจะเปลี่ยนมาใช้ชื่อใหม่คือ Firefox ก็หนึ่งปีให้หลัง

การติดตั้งบน Ubuntu Server

  • ตอนติดตั้ง Ubuntu Server จะไม่มีลิสต์ให้เลือกเหมือนกับ MySQL (มากับ LAMP)  ต้องมาติดตั้งภายหลังซึ่งไม่ได้ยากเย็นอะไรเพราะฐานข้อมูล Firebird มีอยู่ใน repository อยู่แล้ว ก่อนอื่น update ตัว cache repository เสียก่อน

$sudo apt-get update

  • ขณะนี้ Firebird เป็นรุ่น 2.5 ติดตั้งด้วยคำสั่งดังต่อไปนี้ ซึ่งถ้า internet เร็วก็แป๊บเดียวประมาณ 5 MB

$sudo apt-get install firebird2.5-super

การ Config

  • ในขณะติดตั้ง Firebird จะสร้าง user ชื่อ firebird และ group ชื่อ firebird ให้อัตโนมัติตรวจสอบได้ด้วยคำสั่งดังนี้

$cat /etc/passwd

  • จะเห็นบรรทัดที่แสดงชื่อ user “firebird” ดังนี้

firebird:x:113:123:Firebird Database Administator,,,:/var/lib/firebird:/bin/bash

  • ดู directory ชื่อ /var/lib/firebird เอาไว้ให้ดีๆ เป็น home ของ firebird ที่เป็น default ไดเรคทอรี ในอนาคตเราจะนำไฟล์ฐานข้อมูลมาไว้ที่นี่ จากนั้นพิมพ์คำสั่งเพื่อ config ตัว Firebird server ดังนี้

$sudo dpkg-reconfigure firebird2.5-super

  • ขั้นตอนการ config จะถามว่าต้องการรัน Firebird Server ในขณะเริ่มต้น Linux หรือไม่เลือกตอบ <Yes>

  • ขั้นตอนต่อไปป้อน password ปกติแล้วชื่อ root ผู้ดูแล Firebird Server คือ SYSDBA เมื่อป้อน password แล้วให้จดไว้ในที่ปลอดภัย ไม่ควรใช้ masterkey  เพราะเป็นค่า default ทำให้คนเข้ามาเจาะได้ง่าย พ้นขั้นตอนนี้ก็เป็นอันเรียบร้อย

การตั้ง password สำหรับ user ชื่อ firebird

  • ก็อย่างที่ผมบอกไปแล้วว่าตอนติดตั้งจะสร้าง user & group ชื่อ “firebird” มาให้อัตโนมัติ ผมจะป้อน password ของ firebird สมมติว่า “143firebird” ใช้คำสั่งต่อไปนี้

$sudo passwd firebird

Enter new UNIX password:                    #ป้อนคำว่า 143firebird
Retype new UNIX password:                #ป้อน 143firebird อีกครั้ง
passwd: password updated successfully

  • password ของ user & group ชื่อ “firebird” นั้นสำคัญไฉน ในกรณีแชร์ไฟล์ผ่านทาง Samba file server เวลา Remote จากเครื่อง client เข้าไปหา server ของ firebird (client อาจจะเป็นวินโดส์) เพื่อทำการ copy ลบไฟล์ข้อมูลจากไดเรคทอรี home ของ firebird ถ้าเป็นรุ่น 2.5 ชื่อไดเรคทอรีเต็มๆคือ /var/lib/firebird/2.5/data การ remote เข้าจะถูกถาม user และ password ถ้าเป็นตัวอย่างของผม user ก็ป้อน firebird ส่วน password ป้อน 143firebird เข้าไปก็จะ remote เข้าไปได้ (เกือบลืมไปถ้าแชร์ด้วย samba จะต้องเพิ่ม user ให้ตรงกับของระบบคือ user ชื่อ firebird ด้วยคำสั่ง #sudo smbpassswd -a firebird ป้อน password ให้ตรงกันด้วยคือ 143firebird)

การ copy ฐานข้อมูล Firebird ไปไว้ที่ Home

  • หลังจากติดตั้ง Ubuntu server แล้ว จะเป็น command line ล้วนๆ สมมติว่าเรามีฐานข้อมูล Firebird อยู่แล้วต้องการ copy ไปไว้ที่ /var/lib/firebird/2.5/data ผ่านคำสั่ง sudo cp ตัวอย่างเคสเราเอาข้อมูลใส่ใน thumb drive เสียบเข้าเครื่อง server จะไม่มีการ mount ให้อัตโนมัติเหมือน Ubuntu Desktop จะต้องเมาท์ด้วยมือ สมมติว่าเมาท์แล้วทำการ copy ข้อมูลดังต่อไปนี้

$sudo cp employeedb.fdb /var/lib/firebird/2.5/data

การเปลี่ยนสิทธิ์ของไฟล์ฐานข้อมูล

  • เมื่อ copy ไปแล้วด้วยสิทธิ์ของ root สิทธิของไฟล์ก็จะเป็นของ root ไปด้วยต้องทำการเปลี่ยนสิทธิ์มาเป็น user & group ชื่อ “firebird” ไมงั้นโปรแกรมจำพวก Administrative Tools เช่น FlameRobin, EMS SQL Manager for Firebird หรือ Firebird Maestro จะไม่สามารถใช้ฐานข้อมูลได้ การเปลี่ยนสิทธิ์ใช้คำสั่งบรรทัดด้านล่างต่อไปนี้

$sudo chown firebird.firebird /var/lib/firebird/2.5/data/employeedb.fdb

Firebird Administrative Tools

  • ฝั่ง Linux ไม่ค่อยจะมี Administrative Tools หลากหลายเช่นเดียวกับฝั่งวินโดส์ เพราะทูลส์ที่ว่าเป็นด้านการค้าเช่น EMS SQL Manager for Firebird หรือ Firebird Maestro ที่เป็นทูลส์ มีอายุการใช้งานเต็มเวอร์ชั่นอยู่ 1 เดือนหลังจากนั้นจะเป็น free version ปิดฟีเจอร์หลายอย่างหลังจากผ่านไปแล้ว 30 วัน แต่ผมค่อนข้างชอบใจมากทั้งคู่
  • FlameRobin เป็น Administrative Tools เหมือนกันแต่ฟีเจอร์น้อยกว่ามาก cross-platform ได้ ไม่มีฟีเจอร์สำหรับแก้ไขข้อมูลได้ การติดตั้งใน Ubuntu ทำได้ด้วยคำสั่ง

$apt-get install flamerobin

การ Connect ฐานข้อมูล Firebird Server ด้วย Lazarus

  • ก็ขอเขียนสักหน่อย ความจริงไม่ได้ตั้งใจว่าจะเกี่ยวกับโปรแกรมมิ่งสักเท่าไหร่ ก็จากที่ผมเขียนมาด้านบนว่าถ้าฐานข้อมูลเราเก็บไว้ที่ /var/lib/firebird/2.5/data เราจะใส่ connection string อย่างไรเพื่อให้โปรแกรมที่เขียนไว้บนเครื่อง client ไม่ว่าจะพัฒนา Lazarus ด้วยวินโดส์หรือลินุกซ์ สามารถ connect เข้า Firebird Server ได้
  • สมมติว่า Server อยู่บนวงแลนเดียวกัน Server มี IP Address : 192.168.1.200 ส่วนเครื่อง client ที่รัน Lazarus มี IP Address 192.168.1.20
procedure TfrmMain.TestConnectDatabase;

var
FDBConnected : TIBConnection;
FTrans : TSQLTransaction;
begin
FDBConnected := TIBConnection.Create(NIL);
FTrans := TSQLTransaction.Create(NIL);

FDBConnected.Transaction := FTrans;
FTrans.Database := FDBConnected;

FDBConnected.Database := 'var/lib/firebird/2.5/data/employeedb.fdb'; //ถ้าไม่ได้ aliases ต้องใส่ path เต็ม
FDBConnected.HostName := '192.168.1.200';  //Firebird Server อยุ่บน Ubuntu Server บน IP นี้
FDBConnected.UserName := 'SYSDBA';     //default username
FDBConnected.Password := 'masterkey';    //default password

FDBConnected.Active := true;

end;
  • แต่ถ้าฐานข้อมูลไม่ได้อยู่บน Server คืออยู่บนเครื่องเราเองเปลี่ยน Host ดังนี้

FDBConnected.HostName := ‘localhost’;

การ Aliases

  • Alias ถ้าแปลก็คือชื่อ ฉายา หรือนามแฝง เวลาอ้างอิงชื่อ Database ไม่ต้องใส่ path ยาวๆ การ config ทำได้โดยการไปแก้ไขไฟล์ aliases.conf ด้วยคำสั่ง

$sudo nano /etc/firebird/2.5/aliases.conf

  • เพิ่มบรรทัดเข้าไป (สมมติว่าผมมีฐานข้อมูลชื่อ employeedb.fdb)

employee = /var/lib/firebird/2.5/data/employeedb.fdb

  • ทำการ Restart Firebird ใหม่ด้วยคำสั่ง

$sudo /etc/init.d/firebird2.5-super restart

  • เมื่อ alias แล้วการเขียนโปรแกรมด้านบนเปลี่ยน Database ดังนี้ (ไม่ต้องสนใจว่าเก็บที่ไหนใน Server ขอแค่อ้างชื่อได้ถูก)

FDBConnected.Database := ’employee’;

สรุป

  • สำหรับผมแล้วรัก Firebird เพราะว่าใช้มานานแล้วตั้งแต่ Delphi ไม่ค่อยมีปัญหาฐานข้อมูลสามารถเขียน Trigger, Store procedure รวมทั้ง UDF ได้ ใช้เป็นไฟล์เดี่ยวสามารถสร้าง Table อยู่ภายในได้ตั้งชื่อได้ตามใจชอบ มีความเสถียร จำนวน User สัก 1000-2000 คนผมคิดว่าสบายๆครับ แต่อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของเครื่อง Server ด้วย CPU เร็วๆหน่อย แรมมากๆหน่อย คือ Firebird รันเป็น Service เมื่อมี user ทำการ access เข้ามาจะแตกเป็น Thread เพื่อรองรับผู้ใช้ ดังนั้นจะใช้ CPU และแรมมากขึ้น ถ้ามี user  เพิ่มขึ้น

OpenGPSX เข้าไปอยู่ที่ Softpedia ให้ Download ได้ง่ายๆ

OpenGPSX

  • OpenGPSX คือ component ที่ผมพัฒนาด้วย Lazarus เพื่อเชื่อมต่อกับ GPS ในเบื้องต้นผ่านทาง Serial port จุดประสงค์เพื่อให้โปรแกรมเมอร์ท่านอื่นสามารถนำ component ไปใช้งานในโปรแกรมที่ต้องการต่อกับ GPS ได้ง่ายๆ

บ้านเดิมคือ Sourceforge

  • เดิมทีโครงการนี้ผมเปิดโค๊ดไว้ที่นี่ SourceForge ก็ที่ผ่านมาก็มีคนดาวน์โหลดไปพอสมควร ที่ว่าพอสมควรนี้ก็ไม่มากหรอกครับประมาณ 1200 ครั้ง เมื่อเทียบกับ Lazarus ที่ใช้กันในวงแคบก็ถือว่าพอได้ มีคนไทยดาวน์โหลดประมาณ 30% ก็ไม่รู้เป็นอย่างไร ดีหรือว่าแย่ก็ไม่ทราบได้ แต่ที่น่าแปลกคือผมดูสถิติแล้วกับเป็นโปรแกรมเมอร์ทางยุโรปซะเกินครึ่ง ก็แสดงพอมีแฟนๆของ Lazarus อยู่บ้าง

Softpedia ที่อยู่อีกที่ของ OpenGPSX

  • ประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมาทางทีมงานของ sourceforge ได้แจ้งผมมาว่าจะเพิ่มช่องทางการดาวน์โหลด โดยนำ OpenGPSX สำหรับวินโดส์มาไว้ใน Softpedia ซึ่งสามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ Softpedia ดูหน้าตาดังรูปด้านล่าง
OpenGPSX บน Softpedia
  • ก็ยังอยากพัฒนาเพิ่มฟีเจอร์บางอย่างให้ OpenGPSX ก็รอโอกาสดีๆคือว่างๆจากงานประจำมากหน่อยครับ

LazReport & Fortes Report สองสิงห์เครื่องมือจัดทำ Report สำหรับ Lazarus

  • หายหน้าหายตาไปนานทีเดียว จนคนสงสัยว่าจะเลิกเขียน blog ไปแล้วยัง ก็ยังเขียนอยู่แต่เรื่องอาจจะไม่ถี่เหมือนที่ผ่านมาครับ สำหรับแฟนๆ Lazarus ที่ต้องเกี่ยวข้องกับ Database ถ้าเป็นตัวทำ report ที่ฟรีก็ต้องนึกถึงสองตัวนี้ ผมมีโอกาสใช้ทั้งคู่ บางโปรแกรมก็ใช้ทั้งสองอย่าง ตามลักษณะข้อดี ข้อด้อยที่ไม่เหมือนกัน ก็มาเปรียบเทียบดูกันว่าสอง component นี้จะเป็นอย่างไร

LazReport

  • ตัวนี้พัฒนามาจาก FreeReport สำหรับ Delphi  ตัว LazReport เป็นกลุ่ม component ที่สำหรับจัดทำ Report มีเครื่องมือ Visual ที่ช่วยในการออกแบบได้ง่าย มี Preview ที่สามารถดูผลลัพธ์ได้ตลอด

การติดตั้ง

  • เครื่องมือตัวนี้มากับ Lazarus อยู่ในโฟลเดอร์ components วิธี compile และ build ก็ง่ายๆ เครื่องมือตัวนี้เรียกใช้ package “printer4lazarus” อันดับแรกเปิดเมนูของ Lazarus คือ Package > Open package file (.lpk) แล้ว browse ไปที่โฟลเดอร์ที่ติดตั้ง Lazarus เข้าไปที่โฟลเดอร์ components แล้วเข้าไปที่โฟลเดอร์ printers จะเจอ printer4lazarus.lpk จากนั้นทำการ install
  • หลังจากติดตั้ง printer4lazarus เข้าไปแล้ว ก็มาติดตั้ง LazReport ที่เมนูเปิด Package > Open package file (.lpk) เข้าไปที่โฟลเดอร์ components -> lazreport -> source คลิกเลือก lazreport.lpk คลิกเลือก install ก็เป็นอันเรียบร้อย หลังจากติดตั้งแล้วจะเห็นหน้าตาของ LazReport ดังรูปด้านล่าง
Lazreport บน palette ของ Lazarus

การใช้งานอย่างย่อ

  • วิธีใช้งานคร่าวๆดูที่  website ของ Lazarus ตามลิงค์นี้ ตัวอย่างการใช้งานมีอยู่ 3-4 ตัวอย่างสามารถเปิดได้ด้วย Lazarus อยู่ที่โฟลเดอร์ย่อย samples
  • ถ้าเป็นของผมก็ประมาณรูปด้านล่้าง
การใส่ component ของ Lazreport ลงบนฟอร์ม
  •  ผมใช้ Database Firebird มีสองตัวแปรคือ FDBConnect : TIBConnection และอีกตัวสำหรับ Transaction คือ FTrans : TSQLTransaction สอง class คือ TIBConnection กับ TSQLTransaction จะมากับ Lazarus อยู่แล้ว
  • ดูบนฟอร์มข้างบน ผม  drop TfrDBDataset ตั้งชื่อเป็น frDBMast ตัวต่อมา drop TSQLQuery ตั้งชื่อ SQLMast สุดท้ายลืมไม่ได้คือ TfrReport ตั้งชื่อ frReport1
  • ผมใส่ frBarcodeObject1 (TfrBarcodeObject) ลงไปด้วยเพราะมีการใช้ Barcode

ความสัมพันธ์

  • เนื่องจากผมใช้ตัวแปรคือ FDBConnect และ FTrans ไม่ได้ drop เป็น component จึงต้องมีการโค๊ดด้วยมือเริ่มจาก

SQLMast.Database := FDBConnect;

SQLMast.Transaction := FTrans;

frDBMast.Dataset := SQLMast;

  • ดูจากโคีด frReport1(TfrReport) จะมองเห็นเฉพาะ frDBMast(TfrDBDataSet) ส่วน frDBMast จะมองหาเฉพาะ Dataset ซึ่งก็คือ SQLMast ซึ่งตัว SQLMast สามารถเชื่อมโยงไปหา Database ได้

เปิด Report Designer

  • จากรูปด้านบนเมื่อ double click ที่ frReport1 จะกระโดดเข้าสู่โหมดการออกแบบทันที อันดับแรกเลือก Band ก่อนเมื่อลากวาง Band ลงบนกระดาษ Report จะถูกถามว่าเป็น band อะไร เช่นถ้าเป็น Report Title จะเป็นหัวของรายงานปรากฎอยู่ใน Report เพียงหน้าเดียวหน้าแรก ถ้าเป็น Column header อยู่ทุกหน้าตราบเท่าที่ตารางที่แสดงผลยังไม่หมด
  • อีกตัวที่สำคัญคือ Master data จะเป้นข้อมูลของ Dataset อย่างของผมได้จากการ Query ผ่าน SQLMast
การออกแบบ Report
  • และอีกตัวที่ไม่พูดไม่ได้คือ Memo Strings ชื่อ class เต็มๆคือ TfrMemostrings เราจะใส่ชื่อฟิลด์ของ Dataset ผ่านช่องนี้ เมื่อลากวาง Band ลงไปแล้วเราจะลากวาง Memo Strings ตัวนี้ลงบน band อีกที การใส่ชื่อฟิลด์จะอยู่ในเครื่องหมาย bracket [] ดังรูปด้านล่าง
การใส่ฟิลด์
  • Save ตัว Report จะมีนามสกุลเป็น lrf ซึ่งไฟล์ตัวนี้เวลาทำโปรแกรม Setup ต้องนำไปด้วยถึงจะใช้งานได้ เวลาเรียก Report ก็ใช้โค๊ดดังนี้

    SQLMast.Active := true;
frReport1.ShowReport;

  • ผมลืมไปนิดเวลาเรียกไฟล์ Report ที่เราสร้างไว้แล้วอาจจะเป็นตอนสร้างฟอร์ม (FormCreate) ดังนี้

  frReport1.LoadFromFile(‘barcodereport.lrf’);

ผลลัพธ์ (Report)

  • สำหรับ Report ที่มีรูปมากๆ LazReport ทำได้ดีมาก ตัวอย่างจาก Report Designer ด้านบนผม generate ได้ดังรูปด้านล่าง
ผลลัพธ์ที่ได้จาก Lazreport

ข้อดีและข้อด้อย

  • ข้อดีคือเร็ว มี Report Designer ที่เป็น Visual สามารถใช้งานได้ง่าย แรกๆผมอ่านวิธีการใช้งานไม่กี่บรรทัดก็ใช้งานได้แล้ว ข้อดีอีกอย่างคือ Memo Strings นั้นเป็น Memo เต็มตัวเมื่อแสดงข้อมูลในฟิลด์ที่ยาวๆสามารถปัดบรรทัดได้ (word wrap)
  • ข้อด้อย อืม…..ในกรณีของผมดูเหมือน LazReport จะมี bug คือถ้าสร้าง Report แบบ Master – Detail จะเกิด Error ที่ component ของ LazReport บางครั้งโปรแกรมของผมรันผ่าน บางครั้งไม่ผ่านจนรำคาญต้องไปลองดูตัว Fortes Report ที่จะว่ากันต่อไป ข้อด้อยอีกอย่างคือไฟล์แสดง Definition ของ report ที่ผมกล่าวไปแล้วคือ .lrf ไม่สามารถแปลงเป็น resource ได้เวลาจะนำไฟล์โปรแกรมไปใช้ที่ไหนก็ต้องพ่วงไปด้วย ถ้าสามารถแปลงเป็น resource ได้เวลา build แค่มารวมกับไฟล์ execute ของโปรแกรมคงไม่กี่พันไบต์

Fortes Report

  • component ตัวนี้ดั้งเดิมเป็นของบริษัทฯ Fortes Informatica สัญชาติบราซิล ดูใน wesite แล้วรุ่นสุดท้ายประมาณปี 2004 แล้วไม่มีการพัฒนาต่อ Fortes Report ออกแบบมาใช้กับ Delphi32 ผมเข้าใจว่าของดั้งเดิมน่าจะมีลิขสิทธิ์ แต่ไม่ทราบอีท่าไหนมีโปรแกรมเมอร์ชาวบราซิลอีกชุดหนึ่งนำโค๊ดมาเปิด น่าจะได้รับการอนุญาตจากเจ้าของเดิมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
  • ผมเข้าใจว่า Fortes Report น่าจะขายไม่ได้คือตายๆไปพร้อมกับ Borland Delphi แต่ก็น่าดีใจว่ามีคนนำมาพัฒนาต่อแล้วเปิดเป็น LGPL ซึ่งก็คือฟรีและเปิดโค๊ด ผมชอบใจ Fortes Report ในรุ่นของ Lazarus มากคือเท่ห์ ถึงไม่ได้เร็วแบบ LazReport แต่แทบไม่มี bug มากวนใจเลยครับ

การติดตั้ง

  • ผมลองดาวน์โหลดโค๊ดจากที่ต่างๆแล้วเช่น sourceforge ไม่สามารถ compile และติดตั้งผ่านใน Lazarus เลย ที่จะแนะนำคือให้ใช้ subversion (svn) เท่านั้น
  • ถ้าเป็น linux ใช้คำสั่งนี้ได้เลย

svn co https://fortes4lazarus.svn.sourceforge.net/svnroot/fortes4lazarus fortes4lazarus

  • ถ้าเป็นบนวินโดส์ ถ้าติดตั้ง TortoiseSVN ไว้แล้ว สร้างโฟลเดอร์เพื่อเก็บโค๊ดของ Fortes Report สมมติว่าผมสร้างโฟลเดอร์ชื่อ fortes4lazarus เรียบร้อยใช้ Explorer คลิกขวาแล้วเลือกเมนูของ TortoiseSVN คือ SVN Checkout… ใส่ https://fortes4lazarus.svn.sourceforge.net/svnroot/fortes4lazarus/trunk ตรงช่อง URL of repository
  • ต่อไปก็เป็นกระบวนการดาวน์โหลดเพื่อดึง sourcecode ของ fortes report มาไว้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา

การติดตั้ง

  • เมื่อได้ sourcecode มาแล้วทำการติดตั้ง package ก็คล้ายๆกันของ LazReport ที่ผมกล่าวไปแล้ว จะเห็นชุดของ component ของ fortes report ดังรูปด้านล่าง
Fortes Report บน palette ของ Lazarus
  • จะเห็นเครื่องมือหลายอย่างค่อนข้างจะลายตา ค่อนข้างจะครบครัน มี barcode ให้ใช้ด้วย และตัวที่ช่วย export ตัว report เป็น HTML, pdf, CSV หรือแม้กระทั่ง Excel

การใช้งานอย่างย่อ

  • สมมติว่ามีตัวแปรต่อ Database เรียบร้อยแล้วหรือใช้เครื่องมือจำพวก ZeosLib ก็สะดวกดีเหมือนกัน ขั้นตอนแรกสร้างฟอร์มเพื่อจะลากวาง component ลงบนฟอร์ม จะต่างกับ LazReport ตรงไม่มี Visual Designer แต่ก็ไม่ยากอะไรนัก จับลากวาง set property อะไรประมาณนี้
  • อันดับแรกลากวาง TRLReport มาวางบนฟอร์มก่อน พอวางปุ๊บ ก็กลายเป็นกระดาษมีหน่วยเซ็นติเมตร ให้เราได้ออกแบบ report ได้ง่ายทั้งแนวราบและแนวดิ่ง
การออกแบบ report ด้วย Fortes Report
  • เมื่อวาง TRLReport ผมตั้งชื่อว่า rptManDetail ตัวนี้เป็นตัวหลัก ตัวอื่นจะต้องลากมาวางบนตัวนี้เท่านั้น อันดับต่อไปคือลาก Band มาวาง Band ที่วางไปแล้วสามารถตั้งได้ว่าเป็นแบบไหนทีหลังได้แก่ Title, ColumnHeader, ColumnFooter, Header, Footer ,Summary, Detail

การใส่ฟิลด์

  • พอวาง Band เสร็จ ก็ลาก TRLLabel ไปวางบน Band การใส่ฟิลด์ของ Dataset จะใส่ผ่านช่องนี้ ดูรูปด้านล่างประกอบ
การ set property ใส่ชื่อฟิลด์

การกำหนด Master – Detail

  • ผมขอขยายความ report แบบ Master – Detail อีกนิดหนึ่่งว่าคือรายงานที่ประกอบไปด้วยตัวหลัก เช่นถ้าเป็นระบบ Timesheet ลูกจ้าง(Employee) แต่ละคน เป็น Master ตัว Detail ได้แก่ชั่วโมงทำงานของแต่ละคนในแต่ละวันเรียงลงมาเป็น period อาจจะเป็นสัปดาห์หรือหนึ่งเดือนก็แล้วแต่จะกำหนด
  • ถ้าดูฟอร์มของผมจะเห็น Master-Detail มาดูกันนิดว่าจะ assign ใน Lazarus อย่างไร ตัว Fortes Report จะมองหา Datasource แทนที่จะเป็น Dataset อย่างใน LazReport

ความสัมพันธ์ Mater-Detail

  • ผม drop TDatasource ลงบนฟอร์มสองตัวตั้งชื่อว่า Master กับ Detail และก็ drop TSQLQuery ตามลงไปสองตัว ตั้งชื่อว่า SQLMast และ SQLDetail ตามลำดับ มาดูความสัมพันธ์

Master.Dataset := SQLMast;

SQLMast.Database := FDBConnect;

SQLMast.Transaction := FTrans;

Detail.Dataset := SQLDetail;

SQLDetail.Database := FDBConnect;

SQLDetail.Transaction := FTrans;

SQLDetail.Datasource := Master     //**** บรรทัดนี้สำคัญมากสำหรับ Master – Detail

  • และที่สำคัญคือการ Query ใน SQLMast และ SQLDetail จะส่ง parameter ให้กันอย่างไรดูรูปด้านล่างประกอบ
การส่งผ่านพารามิเตอร์อของการ Query

ผลลัพธ์

  • มาดูผลลัพธ์ของรายงานที่ได้
ผลลัพธ์ที่ได้จาก Fortes Report

การ Export รายงานเป็น Excel

  • ก็ขอเพิ่มเติมผมเห็นว่าเป็นฟีเจอร์ที่ค่อนข้างดีสำหรับ Fortes Report ทำการ drop “TRLXLSFilter” ลงไปบนฟอร์มที่มี Fortes Report อยู่ดังรูปตั้ง property ตัว Display Name = Export To Excel
เพิ่มฟีเจอร์ในการ export รายงานเป็น Excel
  • พอจะพิมพ์รายงานจะมี icon รูป diskette คลิกเพื่อทำการ export เลือก filter เป็น “Export To Excel” ตามที่เราตั้งไว้ แล้วใส่ชื่อไฟล์
Export รายงานเป็น Excel

ข้อดีและข้อด้อย

  • ข้อดีคือใช้ง่ายไม่มีปัญหา สามารถ Export ข้อมูลจากรายงานได้หลากหลายฟอร์แม็ตมากกว่า LazReport ข้อเสียดูจะใช้งานยากกว่า LazReport นิดเดียว เมื่อใช้งานบ่อยๆก็จะเป็นเรื่องง่ายๆ