Tag: คำนวณ

ติดปีกเครื่องคิดเลขเทพ Casio fx 9860G II SD ด้วยโปรแกรมภาษาซีบน AddIn ตอนที่ 5 โปรแกรมคำนวณ Resection ด้วยอัลกอริทึ่มสมัยใหม่

ติดปีกเครื่องคิดเลขเทพ Casio fx 9860G II SD ด้วยโปรแกรมภาษาซีบน AddIn ตอนที่ 5 โปรแกรมคำนวณ Resection ด้วยอัลกอริทึ่มสมัยใหม่

การเล็งสกัดย้อน (Resection) และความเป็นมา

ในที่สุดก็มาถึงตอนที่ 5 ตอนที่ผมใช้เวลามากที่สุดในการ implement อัลกอริทึ่มที่ใช้คำนวณปัญหา Resection จาก 3 จุดที่กำหนด (Three Points Resection Problem) เป็นที่ทราบกันดีว่าการคำนวณ Resection นั้นนักคณิตศาสตร์ได้คิดค้นกันมาหลายร้อยปีแล้ว มีอัลกอริทึ่มรวมๆกันไม่น้อยกว่า 500 อัลกอริทึ่ม แต่บางอัลกอริทึ่มนั้นอายุเก่าแก่มากใช้การคำนวณหาด้วยการวาดลงบนกระดาษ ถ้าจะคัดออกมาจริงๆที่ใช้กันในปัจจุบันมีประมาณ 18 อัลกอริทึ่มหลักๆ และสามารถนำมา implement เป็นโปรแกรมในคอมพิวเตอร์ได้ ก่อนจะไปต่อกันลึกๆมาดูกันว่า Resection คืออะไร

การเล็งสกัดย้อน(Resection) คือการวัดพิกัดจุดตั้งกล้องจากสถานีที่ทราบค่าพิกัด 3 สถานี ตามตัวอย่างได้แก A, B และ C และวัดมุมราบคือมุม α และ β ตามลำดับ

ผมคนรุ่นเก่ายังทันเครื่องมือวัดมุม Sextant ผมทัน Sextant นี้ในช่วงทำงานใหม่ๆ โดยที่ลงเรือไปในทะเลกับพี่ๆช่างสำรวจของกรมเจ้าท่า ตอนนั้นเพิ่งเรียนจบมาใหม่ ยุคนั้น GPS/GNSS ยังไม่เป็นที่รู้จัก การวัดตำแหน่งของเรือสำรวจใช้เครื่องมือ Sextant ที่อาศัยหลักการของ Resection มาประยุกต์ใช้ บนเรือสำรวจจะมีเจ้าหน้าที่ 2 คน คนแรกจะส่องสถานี A และ B เพื่อวัดมุม α และคนที่สองจะส่องสถานี B และ C เพื่อวัดมุม β สองคนนี้ตามหลักการแล้วต้องขี่คอกันแต่จริงๆคงไม่มีใครทำเพียงแต่นั่งใกล้ๆกัน การใช้ Sextant วัดตำแหน่งเรือต้องอาศัยความชำนาญอย่างสูง เพราะเรือไม่อยู่นิ่งกับที่เพราะคลื่มลม จะปะทะให้เคลื่อนไหวตลอดเวลา

เมื่อการวัดมุมเสร็จสิ้นลงทั้งสองคนจะจดค่ามุม ∝ และ ∅ พร้อมๆกัน การใช้ Sextant ควบคู่ไปกับกับใช้เครื่องมือวัดความลึกของท้องน้ำจำพวก Echo sounder งาน post processing ในออฟฟิศได้แต่การนำค่ามุม α และ β มาคำนวณหาค่าพิกัดแตละจุด จากนั้นก็จัดทำแผนที่แสดงความลึกของแม่น้ำหรือทะเลในบริเวณที่ทำการสำรวจ ถึงแม้กระนั้นเครื่องมือ Sextant จะให้ค่าความละเอียดด้านมุมไม่ดีนัก แต่ค่าพิกัดที่ได้สมัยนั้นก็เพียงพอสำหรับงานในทะเลหรือแม่น้ำ

หัวข้อต่อๆไปจะกล่าวถึงที่ไปที่มาของสูตรที่ผมใช้สำหรับเครื่องคิดเลข fx-9860G ถ้าผู้อ่านไม่สนใจก็ข้ามไปที่การใช้โปรแกรมเครื่องคิดเลขด้านท้ายๆเลยครับ

หลักการคำนวณ Resection

อัลกอริทึ่มที่ผมกล่าวไปนั้นตั้งแต่ยุคอดีตกาลนั้นมากกว่า 500 อัลกอริทึ่ม แต่ส่วนใหญ่แล้วอาศัยหลักการคล้ายๆกันคือใช้หลักวงกลมสามวงตัดกันที่จุด P วงแรกจะลากผ่านจุด A-P-B วงที่สองลากผ่านจุด B-C-P วงที่สามลากผ่าน C-P-A ดังรูปด้านล่าง

ภาวะเอกฐาน (Singularity) ที่อัลกอริทึ่มล้มเหลว

ผมขอยืมคำแปล Singularity ที่แปลว่าภาวะเอกฐานจากเรื่องหลุมดำในทฤษฎีฟิสิกส์ควอนตัมหน่อย เพราะมันได้ใจความคือภาวะที่ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ล้มเหลว คือเหมือนกับพลัดตกลงไปในหลุมดำประมาณนั้น

การคำนวณ Resection ที่ใช้วงกลมสามวงมาตัดกันดังรูปด้านบน แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าจุดทั้ง 4 จุดนี้อยู่บนวงกลมวงเดียวกัน ก็หมายความว่าวงกลมสามวงนั้นจะซ้อนทับกันทั้งสามวง จนไม่สามารถหาจุดตัดกันได้ ดังนั้น Resection ไม่มีสูตรหรืออัลกอริทึ่มไหนในบรรณพิภพนี้ที่สามารถคำนวณได้บนภาวะเอกฐาน

ภาวะเอกฐานเสมือน (Pseudo Singularity)

ภาวะเอกฐานเสมือนเป็นสภาวะที่จุด P มาอยู่บนเส้นตรงระหว่าง A-B หรือ B-C หรือ A-C ด้านล่างจะเป็นกรณีจุด P อยู่บนเส้นตรงระหว่างจุด B และ C จะทำให้มุม β มีค่ากับ π เรเดียน (หรือเท่ากับ 180 องศา) หรือถ้าขยับจุด P ให้เลยออกจากจุด B แตยังอยู่ในแนวเส้นตรง ในกรณีนี้จะได้ มุม β = 0

ภาวะเอกฐานเสมือนนี้สูตรหลายๆสูตรไม่สามารถหาค่าได้เช่นสูตร Tienstra Method

อัลกอริทึ่มสมัยใหม่ (Modern Algorithm)

เท่าที่ผมทราบในปัจจุบันตัวที่ทำให้เกิดสูตรคณิตศาสตร์ใหม่ๆมาจากวงการ Robot ที่ต้องการให้ค่าพิกัดของหุ่นยนต์ในการเคลื่อนไหวได้แม่นยำ เนื่องจากหุ่นยนต์ทำงานอยู่ในอาคาร จึงทำให้ระบบให้ค่าพิกัด GNSS ไม่สามารถนำมาใช้งานได้ หุ่นยนต์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงหุ่นยนต์ที่ติดตั้งแบบอยู่กับที่ในโรงงานนะครับ แต่เป็นหุ่นยนต์ที่สามารถเคลื่อนไหวได้อิสระ ตัวอย่างง่ายๆได้แก่การแข่งขันหุ่นยนต์ของนักศึกษาในอินดอร์ อดึตกาลสูตรเหล้านี้มาจากนักคณิตศาสคร์ แต่สำหรับสูตรสมัยใหม่เนื่องจากความต้องการใช้งานในวงการหุ่นยนต์ ทำให้คนที่คิดค้นสูตรสมัยใหม่กลายเป็นวิศวกรไฟฟ้าหรือวิศวกรเครื่องกล เท่าที่ผมศึกษางานวิจัยในเบื้องต้นผมสนใจงานของ

    1. A New Three Object Triangulation Algorithm for Mobile Robot Positioning โดย Vincent Pierlot and Marc Van Droogenbroeck ทั้งสองท่านจบวิศวกรไฟฟ้า งานวิจัยนี้มีโค้ดภาษา C ด้วย แต่เนื่องจากลิขสิทธิ์ที่ระบุให้ใช้ในวงการศึกษาหรือใช้งานส่วนตัวเท่านั้น ผมจึงไม่สามารถนำโค้ดมาใช้งานได้เพราะยังกำกวม ความจริงงานทั้ง 2 ท่านได้รวบรวมอัลกอริทึ่มรวมทั้งของตัวเองด้วยทั้งหมด 18 อัลกอริทึ่มและ implement มาเป็นโค้ด พร้อมทั้งวัด benchmark ว่าใค้ดใครเร็วที่สุด ก็ตามคาดหมายโค้ดที่ทั้งสองท่านคิดค้นมานั้นเข้าวิน แต่สำหรับผมแล้วความต่างมันหนึ่งในพันส่วนของวินาทีอาจจะจำเป็นสำหรับงานให้ตำแหน่งหุ่นยนต์ที่ต้องมีการคำนวณตำแหน่งแบบ real time แต่สำหรับงานสำรวจในภาคสนามความจำเป็นกลับต่างออกไป
    2. New Method That Solves the Three-Point Resection Problem Using Straight Lines Intersection โดย Josep M. Font-Llagunes and Joaquim A. Batlle ผมชอบความคิดของสองท่านนี้ดูจากโพรไฟล์แล้วจบวิศวกรเครื่องกล แต่เนื่องจากเอกสารเข้าใจยากไปนิด ผมกลับใช้เวลาแกะอัลกอริทึมโดยใช้เวลาพอสมควรกว่าจะออกมาเป็นโค้ดได้ โปรแกรมสามารถคำนวณในสภาวะเอกฐานเสมือนได้

หลักการคำนวณโดยย่อ

ผมไม่มีเวลาที่จะศึกษาสูตรในเบื้องลึกให้กระจ่างมากนั้นแต่เน้น implement มาเป็นโค้ดภาษา C ดังนั้นความเข้าใจจึงอยู่ในระดับผิวเผิน ต่อไปผมจะบอกเล่าสิ่งที่ผมเข้าใจแบบจำกัดจำเขี่ย เราจะมาเริ่มต้น สมมติว่าตอนนี้ถ้าทราบค่าพิกัด P แล้วเราสามารถหาค่าอะซิมัทจากสถานี A, B และ C ไปยังจุด P ได้ง่ายๆ ตามรูปด้านล่าง

ค่าอะซิมัทของสถานีที่ทราบค่าพิกัด

1.คำนวณหาค่าอะซิมัทโดยประมาณ (Θ)

แต่ในชีวิตจริงค่าพิกัด P เป็นสิ่งที่เรายังไม่ทราบดังนั้นสูตรคำนวณนี้จะมีการหาค่าโดยประมาณก่อน Θ = θ – โดย  คือค่าเบี่ยงเบนไปจากค่าจริงจากที่เราประมาณ ถ้าทุกๆเส้นเบี่ยงเบนไป  เราสามารถลากเส้นไปตัดกันเป็นรู)สามเหลี่ยมเล็กๆ แต่ถ้า  ที่ประมาณการณ์ไว้มีขนาดเบี่ยงเบนไปมาก ก็จะได้ขนาดสามเหลี่ยมนี้ใหญ่ขึ้น สามเหลี่ยมนี้ทางผู้คิดค้นเรียกว่า error triangle จุดตัดแทนที่ด้วย PAB, PBC และ PAC

2.คำนวณหาค่าพิกัดของ Error Triangle

ค่าพิกัดของจุดตัด P นี้สามารถคำนวณได้จากสูตร

โดยที่ mA = cot(Θ), mB = cot(Θ – α) และ mC = cot(Θ – α -β) ไม่ลืมว่า Θ คือค่าอะซิมัทโดยประมาณ

3.คำนวณหาค่าพิกัดของ Centers Triangle

ถ้าจากจุด P ลากเส้นตรงไปหาสถานีที่ทราบค่าพิกัดแล้วแบ่งครึ่งลากเส้นตั้งจาก เราจะได้สามเหลี่ยมอีกชุดหนึ่งเรียกว่า centers triangle  และเป็นสามเหลี่ยมคล้ายสามเหลี่ยม error triangle ดังนั้นความสัมพันธ์ด้านมุมและระยะระหว่างสามเหลี่ยมสองรูปนี้สามารถคำนวณได้ ดังนั้นค่าพิกัดของ centers triangle สามารถคำนวณหาค่าพิกัดจุดตัด CAB, CBC และ CAC ได้จากสูตรดังต่อไปนี้

4.คำนวณมุมเบี่ยงเบน

ค่าเบี่ยงเบนเมื่อคำนวณมาได้แล้วสามารถนำไปบวกหรือลบกับค่าอะซิมัทประมาณการในครั้งแรกจะได้ค่าอะซิมัทที่ถูกต้อง

สามารถคำนวณสมการ (9) จากระยะทางแต่ละด้านของ error triangle และ centers triangle เช่นตัวอย่าง |δθ| = arcsin(ระยะทางระหว่างจุด PAB– PBC / ระยะทางจุด CAB– CBC )

หรือในสมการ (10) สามารถใช้พื้นที่ของสามเหลี่ยมสองรูปนี้ได้

5.คำนวณหาเครื่องหมายมุมเบี่ยงเบน

ก่อนหน้านี้ที่แสดงค่าที่คำนวณได้ในสมการ (9) และ (10) จะเห็นว่าติดเครื่องหมาย absolute ไว้คือยังไม่ได้คิดเครื่องหมาย ส่วนเครื่องหมายมุมเบี่ยงเบนหาได้ดังนี้

ทางผู้พัฒนาแสดงทิศทางของ error triangle เมื่อเทียบ center triangle ตามเครื่องหมายของ error triangle ดังนี้

อาจจะดูยากไปนิดเป็นการคูณไขว้กัน ดูตัวอย่างเพื่อความง่าย

sign = (xPAC-xPBC)*(yCAC-yCBC) – (xCAC-xCBC)*(yPAC-yPBC)

ค่าของ  sign จะออกมาเป็นบวกหรือเป็นลบ แล้วจะเอาเครื่องหมายนี้ไปใส่ให้สมการในข้อต่อไป

6.คำนวณหาอะซิมัทที่ถูกต้อง

สมการ θ=Θ +sign(dθ)

7.คำนวณหาพิกัดของจุดตัด Resection

ถ้าจุดตัดไม่ตกหลุมดำ ก็สามารถคำนวณหาจุดตัดได้จาก 1 ใน 3 สมการ ของสมการ (1), (2) หรือ (3) เช่นตัวอย่าง

mA = cot(θ)
mB = cot(θ – α)
xP = (mA x xA – mB x xB – yA + yB) / (mA – mB)
yP = mA x (xP – xA) + yA

การคำนวณเมื่อจุดตัดตกภาวะเอกฐานเสมือน

จะมี 3 กรณีคือ

1) ค่า α = 180 หรือ α = 0

2)ค่า β = 180 หรือ β = 0

3)ค่ามุม α+β = 180 หรือ α+β = 0

จากการคำนวณในข้อ 3 จะสังเกตในสูตร (5) จะมีตัวคูณด้วย cot(α) อยู่ ในกรณีนี้จุดตัด P อยู่บนเส้นตรงระหว่างจุด A และ B ดังนั้นมุม α = 180 องศาจะทำให้ cot(α) ไม่สามารถคำนวณได้เพราะค่าเป็นอนันต์ (infinity)  ในเคสนี้เราจะไม่คำนวณหาจุด CAB เพราะหาไม่ได้นั่นเอง แต่จุด CBC และ CAC ก็ยังหาได้ปกติ ดังนั้นในกระบวนการสุดท้ายค่าพิกัดของจุด P สามารถคำนวณได้จากการใช้สมการอีก 2 สมการคือสมการ (2) และ (3)

ไม่ใช้สมการ (1) เพราะมีค่า (mA – mB)  = 0 ทำให้ห่าค่า xP ไม่ได้

ข้อสังเกต สามารถลากวงกลมได้แค่ 2 วงเท่านั้นคือวงกลม A-P-C และ B-P-C ส่วนอีกวงลากไ่ม่ได้เพราะว่า A-P-B เป็นเส้นตรง

ดาวน์โหลด (Download) โปรแกรมสำหรับเครื่องคิดเลข fx-9860G

ไปที่หน้าดาวน์โหลดมองหาโปรแกรมชื่อ Resction.G1A เมื่อดาวน์โหลดมาแล้วใช้โปรแกรม FA-124 ทำการโอนโปรแกรมเข้าเครื่องคิดเลข (ดูโพสต์เก่าได้วิธีการนี้) จะเห็นไอคอนปรากฎที่หน้า AddIn ดังรูป

กรณีที่ 1 ตัวอย่างงานรังวัดในงานสำรวจทั่วไป (Survey Engineering Example)

กำหนดค่าพิกัดของสถานี A, B และ C ดังนี้

วัดค่ามุม ∝ และ ∅ จากกล้อง total station ได้ดังนี้ ∝= 40°35’22.11“ และค่ามุม ∅ = 9°18’31.84“ ที่ไอคอนโปรแกรมกดคีย์ “EXE” เข้าไปป้อนค่าพิกัดสถานีทั้งสามดังนี้

จากนั้นป้อนมุมภายใน

โปรแกรมจะคำนวณหาค่าพิกัดของจุดตัด โดยที่แจ้งสถานะมาก่อนว่าคำนวณได้ Resection Solved…

กรณีที่ 2 ตัวอย่างงานที่จุดตัดตกอยู่ในภาวะเอกฐานเสมือน (Pseudo Singularity)

นี่เป็นกรณีพิเศษจริงๆ เพราะว่าหลายๆสูตรคำนวณด้วยวิธีนี้ไม่ได้เช่นสูตร Tienstra กำหนดค่าพิกัดสถานี  A (2639303.349mN, 231605.043mE) ค่าพิกัดสถานี B (2639271.845mN, 231419.755mE) และสถานี C (2639180.389mN, 231561.178mE) มุมที่รังวัดมา α = 180° มุม β = 105°3’14.94“

ข้อสังเกตุถ้ามุม α เท่ากับ 180 แสดงว่าจุดตัดตกอยู่บนเส้นตรงระหว่างสถานี A และ B แต่เขยิบเข้าไปใกล้ B มากกว่าเพราะว่ามุม β เป็นมุมป้าน มาดูการคำนวณจากเครื่องคิดเลข เมื่อเรียกโปรแกรมมาแล้วป้อนค่าพิกัดสถานีตามลำดับ A, B และ C แล้ว

จากนั้นป้อนมุม α และ β

ผลลัพธ์ที่ได้

กรณีที่ 3 ตัวอย่างจุดตัดตกหลุมดำในภาวะเอกฐาน (Singularity)

กรณีสุดท้าย โอกาสที่จะเจอแบบนี้คือสถานีทั้งสามสถานีอยู่บนวงกลมเดียวกันและจุดที่ตั้งกล้องที่ต้องการทราบค่าพิกัดและยังมาอยู่บนวงกลมเดียวกันทั้ง 4 จุด ในชีวิตจริงมีโอกาสน้อยมากเหมือนกับถูกล็อตเตอรีรางวัลที่ 1 ยังไงยังงั้น มาลองคำนวณดู

กำหนดค่าพิกัดสถานี A (2369180.389mN, 231561.178mE) สถานีพิกัดสถานี B (2639303.349mN, 231605.093mE) และสถานี C (2639478.455mN, 231509.233mE) วัดมุม α = 29°32’23.9“และ β = 18°48’43.9“

เมื่อเข้าไปในโปรแกรมป้อนค่าพิกัด A, B และ C ตามลำดับ

จากนั้นป้อนมุม α และ β ตามลำดับ

สุดท้ายโปรแกรมไม่สามารถคำนวณหาพิกัดจุดตัดได้และแสดงว่า Resection unsolved…

เครดิต (Credit)

ก็ยกเครดิตสำหรับอัลกอริทึ่มหรือสูตรคำนวณนี้ให้กับสองท่านคือ Josep M. Font-Llagunes and Joaquim A. Batlle.

ซอร์สโค้ดสูตรคำนวณ (Sourcecode)

ผมยกมาเฉพาะสูตรคำนวณตั้งชื่อฟังก์ชั่น straightLineIntersection สำหรับคนที่สนใจเรื่องโปรแกรมมิ่งก็ศึกษาโค้ดภาษาซีกันได้ครับ ไม่มีอะไรยุ่งยาก

/* Algorithm based on Josep M. Font-Llagunes and Joaquim A. Batlle.
  - Input angles are radians. 
  - Internal angles is clock-wise direction.
  - A, B and C must be located from right to left respectively.*/
bool straightLineIntersection(double *xP, double *yP,
				double alpha_AB, double alpha_BC,
				double xA, double yA, double xB, double yB, double xC, double yC)
{
  double mA, mB, mC; //slope of lines.
  double cot_12, cot_23, cot_31;
  double pAB, pAC, pBC; //Euclidean distance between station.
  double estB; //Estimated angle A-B-C.
  double xPAB, yPAB, xPBC, yPBC, xPAC, yPAC; //error triangle.
  double xCAB, yCAB, xCBC, yCBC, xCAC, yCAC; //center of triangle.
  double deltatheta;
  double theta; //first estimated and actual azimuth from P to A at the end.
  double AP, AC;
  double sign;
  double dPAC_PBC, dCAC_CBC;
  double dPAB_PBC, dCAB_CBC;
  double dPAB_PAC, dCAB_CAC;

  pAB = sqrt((xA-xB)*(xA-xB) + (yA-yB)*(yA-yB));
  pAC = sqrt((xA-xC)*(xA-xC) + (yA-yC)*(yA-yC));
  pBC = sqrt((xB-xC)*(xB-xC) + (yB-yC)*(yB-yC));

  estB = acos((pAB*pAB + pBC*pBC - pAC*pAC) / (2*pAB*pBC));
  //Check if found absolutely singularity then stop and return.
  if (((estB + alpha_AB + alpha_BC - PI) >= -0.0001) and 
      ((estB + alpha_AB + alpha_BC - PI) <= 0.0001))
    return false;

  /*first guess (theta), try to avoid for cot(angle) 
    when angle == PI or zero).*/ 
  theta = alpha_AB + alpha_BC/2.0;    
  mA = cot(theta);
  mB = cot(theta - alpha_AB);
  mC = cot(theta - alpha_AB - alpha_BC);
	
  //calc coordinates of error triangle.
  xPAB = (mA*xA - mB*xB - yA + yB) / (mA - mB);
  yPAB = mA*(xPAB - xA) + yA;  
  xPBC = (mB*xB - mC*xC - yB + yC) / (mB - mC);
  yPBC = mB*(xPBC - xB) + yB;
  xPAC = (mA*xA - mC*xC - yA + yC) / (mA - mC);
  yPAC = mA*(xPAC - xA) + yA;
	
  dPAC_PBC = sqrt((xPAC-xPBC)*(xPAC-xPBC) + (yPAC-yPBC)*(yPAC-yPBC));
  dPAB_PBC = sqrt((xPAB-xPBC)*(xPAB-xPBC) + (yPAB-yPBC)*(yPAB-yPBC));
  dPAB_PAC = sqrt((xPAB-xPAC)*(xPAB-xPAC) + (yPAB-yPAC)*(yPAB-yPAC));
  
  AP = ((xPAB - xPBC) * (yPBC - yPAC) - (xPBC - xPAC) * (yPAB - yPBC))/* / 2*/ ;
  AP = (AP < 0.0) ? -AP : AP;

  /* The next 3 Cases are psudosingularities.
    
    1st case: P is aligned with A & B.Therefore cannot calc PAB & CAB.*/
  if (alpha_AB == PI || alpha_AB == 0.0){ /* P is aligned on A & B.*/
    /* cot(alpha_AB) is infinity */
    cot_23 = cot(alpha_BC);
    cot_31 = cot(alpha_AB+alpha_BC);
   
    //calc coordinates of center triangle.
    xCBC = 0.5 * (xB + xC + (yB - yC) * cot_23);
    yCBC = 0.5 * (yB + yC + (xC - xB) * cot_23);
    xCAC = 0.5 * (xA + xC + (yA - yC) * cot_31);
    yCAC = 0.5 * (yA + yC + (xC - xA) * cot_31);

    //distance CAC to CBC (center triangle).
    dCAC_CBC = sqrt((xCAC-xCBC)*(xCAC-xCBC)+(yCAC-yCBC)*(yCAC-yCBC));

    deltatheta = asin(0.5*(dPAC_PBC/dCAC_CBC));
	deltatheta = (deltatheta < 0.0) ? -deltatheta : deltatheta; 
    sign = (xPAC-xPBC)*(yCAC-yCBC) - (xCAC-xCBC)*(yPAC-yPBC);
	if (sign < 0.0 ) deltatheta = -deltatheta ;   
    theta += deltatheta;

    mB = cot(theta - alpha_AB);
    mC = cot(theta - alpha_AB - alpha_BC);
  
    *xP = (mB * xB - mC * xC - yB + yC) / (mB - mC);
    *yP = mB * ((*xP) - xB) + yB; 
    return true;
  }else if ((alpha_BC == PI) || (alpha_BC == 0)){ 
    /* 2nd case: P is aligned on B & C.
                 cot(alpha_BC) is infinity */
    cot_12 = cot(alpha_AB);
    cot_31 = cot(alpha_AB+alpha_BC);
   
    //calc coordinates of center triangle.
    xCAB = 0.5 * (xA + xB + (yA - yB) * cot_12);
    yCAB = 0.5 * (yA + yB + (xB - xA) * cot_12);
    xCAC = 0.5 * (xA + xC + (yA - yC) * cot_31);
    yCAC = 0.5 * (yA + yC + (xC - xA) * cot_31);

    //distance CAB ot CAC (center triangle)
    dCAB_CAC = sqrt((xCAB-xCAC)*(xCAB-xCAC)+(yCAB-yCAC)*(yCAB-yCAC));

    deltatheta = asin(0.5*(dPAB_PAC/dCAB_CAC));
	deltatheta = (deltatheta < 0.0) ? -deltatheta : deltatheta; 
    sign = (xPAB-xPAC)*(yCAB-yCAC) - (xCAB-xCAC)*(yPAB-yPAC);
	if (sign < 0.0 ) deltatheta = -deltatheta ;   
    theta += deltatheta;

    mA = cot(theta);
    mB = cot(theta - alpha_AB);
  
    *xP = (mA * xA - mB * xB - yA + yB) / (mA - mB);
    *yP = mA * ((*xP) - xA) + yA; 
    return true;
  }else if (((alpha_AB + alpha_BC) == PI) || ((alpha_AB + alpha_BC) == 0)){
    /* 3rd case: P is aligned on A & C. 
       cot(alpha_AB+alpha_BC) is infinity.*/
    cot_12 = cot(alpha_AB);
    cot_23 = cot(alpha_BC);
   
    //calc coordinates of center triangle.
    xCAB = 0.5 * (xA + xB + (yA - yB) * cot_12);
    yCAB = 0.5 * (yA + yB + (xB - xA) * cot_12);
    xCBC = 0.5 * (xB + xC + (yB - yC) * cot_23);
    yCBC = 0.5 * (yB + yC + (xC - xB) * cot_23);

    //distance CAB ot CBC (center triangle)
    dCAB_CBC = sqrt((xCAB-xCBC)*(xCAB-xCBC)+(yCAB-yCBC)*(yCAB-yCBC));

    deltatheta = asin(0.5*(dPAB_PBC/dCAB_CBC));
	deltatheta = (deltatheta < 0.0) ? -deltatheta : deltatheta; 
	sign = (xPBC - xPAB) * (yCBC - yCAB) - (xCBC - xCAB) * (yPBC - yPAB);
	if (sign < 0.0 ) deltatheta = -deltatheta;   
    theta += deltatheta;

    mA = cot(theta);
    mB = cot(theta - alpha_AB);
  
	*xP = (mA * xA - mB * xB - yA + yB) / (mA - mB);
	*yP = mA * ((*xP) - xA) + yA;   
    return true;
  }else {
    /* Normal case can be calculated by other methods as well.*/
    cot_12 = cot(alpha_AB);
    cot_23 = cot(alpha_BC);
    cot_31 = cot(alpha_AB+alpha_BC);
   
    //calc coordinates of center triangle.
    xCAB = 0.5 * (xA + xB + (yA - yB) * cot_12);
    yCAB = 0.5 * (yA + yB + (xB - xA) * cot_12);
    xCBC = 0.5 * (xB + xC + (yB - yC) * cot_23);
    yCBC = 0.5 * (yB + yC + (xC - xB) * cot_23);
    xCAC = 0.5 * (xA + xC + (yA - yC) * cot_31);
    yCAC = 0.5 * (yA + yC + (xC - xA) * cot_31);

	AC = ((xCAB - xCBC) * (yCBC - yCAC) - (xCBC - xCAC) * (yCAB - yCBC))/* / 2*/ ;
	AC = (AC < 0.0) ? -AC : AC;

    deltatheta = asin(0.5*sqrt(AP/AC));
	deltatheta = (deltatheta < 0.0) ? -deltatheta : deltatheta; 
	sign = (xPBC - xPAB) * (yCBC - yCAB) - (xCBC - xCAB) * (yPBC - yPAB);
	if (sign < 0.0 ) deltatheta = -deltatheta ;   
    theta += deltatheta;

    mA = cot(theta);
    mB = cot(theta - alpha_AB);
  
	*xP = (mA * xA - mB * xB - yA + yB) / (mA - mB);
	*yP = mA * ((*xP) - xA) + yA;  
    return true;
  }
}
ติดปีกเครื่องคิดเลขเทพ Casio fx 9860G II SD ด้วยโปรแกรมภาษาซีบน AddIn ตอนที่ 4 โปรแกรมพื้นฐานงานสำรวจชุดที่ 1 (COGO SSE 1)

ติดปีกเครื่องคิดเลขเทพ Casio fx 9860G II SD ด้วยโปรแกรมภาษาซีบน AddIn ตอนที่ 4 โปรแกรมพื้นฐานงานสำรวจชุดที่ 1 (COGO SSE 1)

COGO (Coordinate Geometry)

ผมพยายามจะแปลคำนี้เป็นภาษาไทยอยู่นานทีเดียว แต่สุดท้ายขอทับศัพท์ดีกว่า จริงๆแล้วงานสำรวจคืองานที่เกี่ยวกับทรงเรขาคณิต (Geometry) อยู่แล้ว และต้องสามารถระบุค่าพิกัด (Coordinate) ทุกๆจุดได้บนเรขาคณิตนั้นๆ ความเกี่ยวข้องระหว่างรูปทรงเรขาคณติกับค่าพิกัดจะเกี่ยวข้องกันด้วยมุมและระยะทางเป็นส่วนใหญ่

Selected Serie 1 (SSE 1)

คำนี้เอามันครับ ผมนึกถึงโปรแกรมตระกูลไมโครสเตชัน (Microstation) ที่มักจะใช้คำนี้บอกรุนของโปรแกรม ดังนั้นคำว่า  Selected Serie 1 คำแปลก็ประมาณว่าเลือกสรรแล้วชุดที่ 1

โปรแกรมพื้นฐานงานสำรวจชุดที่ 1 (COGO SSE 1)

ก่อนหน้านี้ผมเขียนโปรแกรมภาษาซีสำหรับเครื่องคิดเลข Casio fx-9860G II SD มาหลายตอนแต่เป็นโปรแกรมระดับ advance มาในตอนนี้จะกลับมาที่พื้นฐานงานสำรวจที่ต้องเกี่ยวข้องกับค่าพิกัด มุมและระยะทาง

ดาวน์โหลดและติดตั้ง

ไปที่หน้าดาวน์โหลด (Download) มองหาโปรแกรมแล้วดาวน์โหลดจะได้ไฟล์ COGOSSE1.G1A  แล้ว copy ไฟล์ไปที่เครื่องคิดเลขตามวิธีขั้นตอนที่ผมได้บอกไว้ก่อนหน้านี้

ส่วนประกอบของโปรแกรม

สำหรับโปรแกรมพื้นฐานงานสำรวจในชุดนี้จะจัดโปรแกรมย่อยเล็กๆ ไว้ 4 โปรแกรม

  1. Bearing-Dist (2 pt) เมื่อกำหนดจุดค่าพิกัด 2 จุด สำหรับคำนวณหามุมอะซิมัทและระยะทาง
  2. Bearing-Dist(3 pt) เมื่อกำหนดจุดค่าพิกัด 3 จุด สำหรับคำนวณหาง่ามมุมราบ อะซิมัทและระยะทาง ในงานสำรวจก็ได้แก่การตั้งเป้าหลัง  (backsight)  จุดตั้งกล้อง (station) และเป้าหน้า (target)
  3. Coordinate 2D เมื่อกำหนดจุดค่าพิกัด 2 จุด กำหนดมุมราบและระยะราบ คำนวณหาค่าพิกัดจุดที่ 3 คำนวณหาพิกัดจุดที่ 3 การคำนวณคำนวณในระนาบสองมิติอย่างเดียว ไม่มีค่าระดับมาเกี่ยวข้อง
  4. Coordinate 3D เมื่อกำหนดจุดค่าพิกัด 2 จุด กำหนดมุมราบและมุมดิ่ง ระยะทางแบบ slope distance ต้องการคำนวณหาค่าพิกัดและค่าระดับจุดที่ 3

วิธีการใช้งานโปรแกรม

กดคีย์ “MENU” ที่เครื่องคิดเลขจะเห็นหน้าตาประมาณนี้ เลื่อนลูกศรไปที่ไอคอนของโปรแกรมดังรูป กดคีย์ “EXE”

Bearing-Dist (2 pt)

ที่เมนูกดคีย์ “1” เป็นการคำนวณหาค่ามุมอะซิมัทและระยะทางเมื่อกำหนดจุดค่าพิกัดให้สองจุด ลองทดสอบจากตัวอย่างดังรูป การประยุกต์ใช้งานส่วนใหญ่เป็นตอนที่ช่างสำรวจตั้งกล้องที่หมุดและส่องไปเป้าหลังหรือเป้าหน้าแล้ววัดระยะทางเพื่อตรวจสอบจากค่าพิกัด

ผลลัพธ์ก็ออกมาดังนี้

Bearing-Dist (3 pt)

ที่เมนูกดคีย์เลข “2” การประยุกต์ใช้งานส่วนใหญ่จะเป็นการตั้งกล้องส่องไปหมุดเป้าหลังแล้วป้อนค่าพิกัดเป้าหน้าเพื่อตรวจสอบมุมราบหรือไม่ก็จะเป็นการวางผังโดยการเปิดมุมราบและวัดระยะทางที่เป้าบน pole ลองดูตัวอย่างทดสอบ

จะได้ผลลัพธ์มาดังนี้ ครั้งแรกจะแสดงมุมอะซิมัทและระยะทางไปเป้าหลังก่อน

ถัดไปจะเป็นมุมราบ มุมอะซิมัทและระยะทางไปเป้าหน้า

Coordinate 2D

ที่เมนูกดคีย์เลข “3” เป็นการคำนวณหาค่าพิกัดเป้าหน้าเมื่อกำหนดค่าพิกัดจุดตั้งกล้องและเป้าหลัง กำหนดมุมราบและระยะทาง การคำนวณจะไม่มีค่าระดับมาเกี่ยวข้อง จึงเรียกว่า 2D หรือสองมิติ สำหรับโปรแกรมนี้ผมได้นำค่าสเกลแฟคเตอร์เข้ามาช่วยประยุกต์ใช้ด้วย ในกรณีที่ไม่ต้องใช้ก็ป้อนค่าสเกลแฟคเตอร์นี้ เป็น 1.0

สเกลแฟคเตอร์ตัวนี้แล้วจริงๆคือ Combine Scale Factor (CSF) ที่ได้จาก Elevation Scale Factor (ESF) x Grid Scale Factor (GSF) การประยุกต์ใช้สเกลแฟคเตอร์ส่วนใหญ่นำมาใช้โครงการที่ระบบพิกัดฉากกริดยูทีเอ็มในงานใหญ่ๆยาวๆ เช่นโครงการก่อสร้างถนน รถไฟ เพราะว่าแบบ drawing เราอยู่บนระนาบพิกัดฉาก ให้คิดเสียว่าแบบอยู่บนกระดาษขนาดใหญ่มาตราส่วน 1:1 แล้วเราวัดระยะทางบนผิวโลกที่มีความโค้ง ดังนั้นการวัดระยะทางจะต้องมีการทอนจากบนผิวโค้งเพื่อให้ลงมาเข้ากับระนาบพิกัดฉากของกระดาษ

มาลองทดสอบข้อมูล ป้อนข้อมูลค่าพิกัดเป้าหลัง ค่าพิกัดจุดต้องกลองดังนี้

จากนั้นป้อนมุมราบ และระยะทาง (Ground Distance ใช้ตัวย่อ Gnd dist) ในกรณีกล้องโททัล สเตชัน ไม่ได้ตั้งค่าสเกลแฟคเตอร์ไว้ที่ตัวกล้อง ระยะทางที่วัดออกมาจะเป็นระยะทางบนพื้นโลก ส่วนค่าสเกลแฟคเตอร์ในตัวอย่างผมใช้ 1.000480

 

โปรแกรมจะคำนวณมุมอะซิมัทและระยะทางไปเป้าหลังให้ดูก่อนเพื่อตรวจสอบ และไม่ลืมว่าค่าพิกัดที่เราป้อนเข้าไปในเครื่องคิดเลขคือค่าพิกัดในระบบพิกัดฉาก ระยะทางที่คำนวณออกมาคือระยะทางบนพิกัดฉาก (Grid Distance ใช้ตัวย่อ Grd Dist) และถ้าวัดระยะทางจริงๆควรจะได้เท่ากับ Ground Distance

ทวนกันนิด ระยะทางบนพิกัดฉาก(กริด)= ระยะทางบนพื้นโลก x สเกลแฟคเตอร์ 

สุดท้ายจะได้แสดงข้อมูลได้แก่มุมอะซิมัทไปเป้าหน้า ระยะทางบนพิกัดฉากและระยะทางบนพื้นโลก รวมทั้งค่าพิกัดเป้าหน้าที่ต้องการ

Coordinate 3D

ที่เมนูกดคีย์ “4” โปรแกรมคล้าย Coordinate 2D แต่จะมีมิติทางดิ่งเข้ามาเพิ่มดังนั้นที่จุดตั้งกล้องจะวัดความสูงของกล้อง (HI – Height of instrument) และที่เป้าหน้าก็จะต้องวัดความสูงมาด้วย (HT – Height of target) นอกจากนั้นจะมีมุมดิ่ง (Vertical angle) มาด้วย มาดูข้อมูลทดสอบกัน เริ่มจากป้อนค่าพิกัดเป้าหลัง ต่อมาป้อนค่าพิกัดจุดตั้งกล้อง ค่าระดับจุดตั้งกล้อง ความสูงกล้อง

ต่อไปป้อนมุมราบ(H.Ang) มุมดิ่ง(V.Ang) ระยะทาง (Slope distance) และความสูงเป้า(HT) และค่าสเกลแฟคเตอร์ (Scale Factor)

โปรแกรมจะคำนวณอะซิมัท ระยะทางจากจุดตั้งกล้องไปเป้าหลัง ข้อสังเกตผมใส่เครื่องหมายดาว (*) หน้าระยะทางบนพื้นโลก (Ground Distance)

กดคีย์ “EXE” จะได้ผลลัพธ์ อะซิมัท ระยะราบทั้งระยะบนพื้นโลกและระยะกริดจากจุดตั้งกล้องไปเป้าหน้า

สุดท้ายคือผลลัพธ์ที่ต้องการคือค่าพิกัดและค่าระดับของเป้าหน้า

สรุป

ก็พอหอมปากหอมคอสำหรับโปรแกรมพื้นฐานงานสำรวจชุดที่ 1 โดยมีสิ่งที่ช่างสำรวจจะต้องเข้าใจตั้งแต่เรื่องมุมอะซิมัทคือมุมอะไร สำคัญมากเพราะมุมนี้เป็นหัวใจขั้นพื้นฐานและจะสัมพันธ์กับระยะทางโดยที่แยกกันไม่ออกและสามารถนำไปคำนวณค่าพิกัดได้ สำหรับการคำนวณแบบนี้ โปรแกรมในกล้อง Total Station ปัจจุบันก็คำนวณให้อยู่แล้ว แล้วก็เก่งขึ้นเรื่อยๆ แต่ในทางกลับกัน สำหรับช่างสำรวจเอง คงไม่มีใครได้จับกล้องพวกนี้ได้ตลอดเวลา จำเป็นจะต้องมีเครื่องคิดเลขคู่ใจไว้ติดตัวตลอด สามารถหยิบมาใช้งานได้สะดวกและถ้ามีโปรแกรมที่จำเป็นสำหรับการทำงานติดอยู่ด้วย ชีวิตการทำงานก็พลอยลื่นไหล ติดตามตอนต่อไปครับ

ติดปีกเครื่องคิดเลขเทพ Casio fx 9860G II SD ด้วยโปรแกรมภาษาซีบน AddIn ตอนที่ 3 โปรแกรมคำนวณหาระยะทางจากค่าพิกัดภูมิศาสตร์ (Geodetic Dist Calc)

ติดปีกเครื่องคิดเลขเทพ Casio fx 9860G II SD ด้วยโปรแกรมภาษาซีบน AddIn ตอนที่ 3 โปรแกรมคำนวณหาระยะทางจากค่าพิกัดภูมิศาสตร์ (Geodetic Dist Calc)

มาถึงตอนที่ 3 ขอนำเสนอโปรแกรมคำนวณหาระยะทางที่สั้นที่สุดบนทรงรีด้วยสูตรการคำนวณของ Vincenty  และระยะทางที่สั้นที่สุดบนทรงกลมด้วยสูตรของ Haversine โดยที่กำหนดค่าพิกัดภูมิศาสตร์ (แลตติจูด/ลองจิจูด) มาให้ 2 จุด

Geodesic Distance

ระยะทางที่สั้นที่สุดบนทรงรี (Ellipsoid) จะเรียกว่า Geodesic distance ผมใช้ไลบรารี GeographicLib ที่พัฒนาโดย Charles F. F. Karney ไลบรารีตัวนี้ใช้ c standard library เฉพาะ math อย่างเดียว ดังนั้นมั่นใจได้เลยว่าสามารถเอามาคอมไพล์บนเครื่องคิดเลข Casio fx-9860G II SD ได้อย่างแน่นอน ไฟล์ header และซอร์สภาษาซีสามารถไปดาวน์โหลดได้ตามลิ๊งค์นี้ ให้ดาวน์โหลดเฉพาะไฟล์ geodesic.h และ geodesic.c ก็พอ ในไลบรารีเองจะแบ่งการคำนวณออกเป็น 2 แบบ คือ

  • Inverse กำหนดค่าพิกัดภูมิศาสตร์ 2 จุด คำนวณหาระยะทางและอะซิมัทของจุดเริ่มและจุดสิ้นสุด
  • Direct กำหนดค่าพิกัดภูมิศาสตร์ 1 จุดและอะซิมัทจุดเริ่มต้นและระยะทาง สามารถคำนวณหาค่าพิกัดภูมิศาสตร์จุดสิ้นสุดหรือจุดปลายได้
Image from http://proj4.org

ไลบรารี GeographicLib นอกจากจะคำนวณ Inverse & Direct แล้วยังสามารถคำนวณหาพื้นที่ของรูปปิด polygon ได้ แต่ผมไม่ได้นำมาคำนวณในที่นี้

Great Circle Distance

ส่วนการคำนวณหาระยะทางบนทรางกลม ที่ใช้สูตร Haversine ผมเขียนเองเพราะเป็นสูตรสั้นๆ แบ่งการคำนวณแบบ Inverse และ Direct ได้ หมายเหตุความถูกต้องของระยะทางยังสู้ Geodesic distance ไม่ได้

Image from https://en.wikipedia.org

ดาวน์โหลด (Download) โปรแกรมเครื่องคิดเลข

ไปที่หน้าดาวน์โหลด ตามลิ๊งค์นี้ จะได้ไฟล์ GEODIST.G1A แล้วติดตั้งลงเครื่องคิดเลข Casio fx-9860G II SD ผ่านทาง SD card หรือผ่าน FA-124

ทดสอบการใช้งาน

ในโหมด “MAIN MENU” ใช้ปุ่มคีย์บอร์ดลูกศรลงมาที่ไอคอน ดังรูป จากนั้นกดคีย์ “EXE” ประมวลผล

จะเห็นเมนูขึ้นมาดังรูป

Vincenty Inverse

เมื่อกำหนดค่าพิกัดสองจุด ต้องการคำนวณหาระยะทางบนทรงรี ที่เมนูกดคีย์ “1” ที่เครื่องคิดเลข เพืื่อคำนวณระยะทางแบบ Geodesic dist ป้อนค่าพิกัดดังรูป

กดคีย์ “EXE” เพื่อดูผลลัพธ์ จะได้ระยะทางสองหน่วยคือเมตรและกิโลเมตร  Azi 1 คือค่าอะซิมัทจุดเริ่มต้น Azi 2 อะซิมัทที่จุดปลายทาง

Vincenty Direct

กำหนดค่าพิกัดเริ่มต้น กำหนดระยะทางและอะซิมัท คำนวณหาค่าพิกัดปลายทางและอะซิมัทปลายทาง ที่เมนูกดคีย์ “2” ป้อนข้อมูลทดสอบดังนี้

ได้ผลลัพธ์ดังนี้

Haversine Inverse

กำหนดค่าพิกัดให้สองจุด คำนวณหาระยะทางและอะซิมัท ที่เมนูกดคีย์เลข “3” ป้อนข้อมูลทดสอบดังนี้

กดคีย์ “EXE” ได้ผลลัพธ์ดังนี้

จะเห็นว่าค่าพิกัดสองจุดเป็นจุดเดียวกันกับตัวอย่าง Vincenty Inverse แต่ระยะทางที่คำนวณด้วยสูตร Vincentry ได้เท่ากับ 9271.574 กม. แต่ที่คำนวณด้วย Haversine ได้ระยะทาง 9273.574 กม. ต่างกันเล็กน้อยมากประมาณ 0.02  %

Haversine Direct

กำหนดค่าพิกัดให้หนึ่งจุด อะซิมัทแบะระยะทาง คำนวณค่าพิกัดจุดปลายทาง ที่เมนูกดคีย์ “4” ป้อนข้อมูลทดสอบดังนี้ 

กดคีย์ “EXE” ได้ผลลัพธ์ดังนี้

สรุป

การคำนวณระยะทางที่สั้นที่สุดบนทรงรี ใช้ไลบรารีที่สุดยอดจาก GeographicLib แบบยกมาเต็มๆ ความละเอียด ความถูกต้องเทียบเท่ากับคำนวณโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์ ก็คงเหมาะสมกันเมื่อไลบรารีเทพมาอยู่บนเครื่องคิดเลขเทพ ตอนหน้าผมจะเสนอโปรแกรมที่ช่างสำรวจใช้ในชีวิตประจำวันกัน หลังจากที่ตอนก่อนหน้านี้ แสดงโปรแกรมที่แสดงศักยภาพของเครื่องคิดเลขเป็นส่วนใหญ่ ติดตามกันต่อไปครับ

 

ติดปีกเครื่องคิดเลขเทพ Casio fx 9860G II SD ด้วยโปรแกรมภาษาซีบน AddIn ตอนที่ 2 โปรแกรมคำนวณค่าพิกัดจุดศูนย์กลางวงกลม (Circle Center Calc)

ติดปีกเครื่องคิดเลขเทพ Casio fx 9860G II SD ด้วยโปรแกรมภาษาซีบน AddIn ตอนที่ 2 โปรแกรมคำนวณค่าพิกัดจุดศูนย์กลางวงกลม (Circle Center Calc)

จุดศูนย์กลางวงกลมนั้นสำคัญไฉน

ในงานสำรวจสำหรับการก่อสร้างเช่นเข็มเจาะ ในขั้นตอนแรกช่างสำรวจจะวางตำแหน่งจุดศูนย์กลางของเสาเข็ม จากนั้นจะวัด offset อย่างน้อยสามด้านตั้งฉากแล้วตอกเหล็กเช่นเหล็กข้ออ้อยลงไปเป็นหมาย ขั้นตอนต่อไปจะปักปลอกเหล็ก (Casing) ในชั้นดินอ่อนเพื่อกันดินทลายตัวลง ในขั้นตอนนี้ช่วงการปักปลอกเหล็กจะมีการวัดระยะจากหมายที่ offset ไว้เพื่อให้ปลอกเหล็กอยู่ในตำแหน่งทั้งทางราบและทางดิ่ง เมื่อปลอกเหล็กลงไปสุดแล้ว เพื่อความมั่นใจว่าได้ตำแหน่งที่ถูกต้องแล้ว จะสำรวจเพื่อเก็บค่าพิกัดคือจุดศูนย์กลางของปลอกเหล็ก แต่คำถามคือจะวัดค่าพิกัดจุดศูนย์กลางของปลอกเหล็กวงกลมได้อย่างไร ในทางปฏิบัติบางครั้งจะใช้ตะแกรงเหล็กปิดปากปลอกเหล็ก แล้วช่างสำรวจจะใช้ตลับเมตรวัดระยะครึ่งหนึ่งของเส้นผ่าศูนย์กลางสองด้านตั้งฉากกันแล้วทำเครื่องหมายไว้บนกระดานไม้ จากนั้นจึงจะวัดค่าพิกัดโดยการตั้งเป้าปริซึม ถ้าใช้มินิปริซึม ตั้งต่ำจะให้ค่าที่ถูกต้องดียิ่งขึ้น แต่ปัญหาคือตอนใช้ตลับเมตรวัดกึ่งกลาง (เส้นที่ผ่านจุดศูนย์กลางคือเส้นที่ยาวที่สุด) เพื่อหาตำแหน่งศูนย์กลางนั้นใช้เวลาพอสมควรและมี error จากการคาดคะเน

วิธีต่อไปที่จะนำเสนอเพื่อทำให้การวัดค่าพิกัดทำได้เร็วขึ้น จะใช้สูตรทางคณิตศาสตร์มาช่วย โดยการวัดค่าพิกัดสามจุดโดยแบ่งให้ระยะห่างแต่ละจุดเท่าๆกัน จากนั้นช่างสำรวจจะใช้เครื่องคิดเลข คำนวณหาค่าพิกัดจุดศูนย์กลาง วิธีการนี้จะใช้เวลารวดเร็วกว่าวิธีแรกพอสมควร ในความเป็นจริงวิธีนี้อยู่บนสมมติฐานว่าปลอกเหล็กต้องไม่บุบเบี้ยว เมื่อได้ค่าพิกัดจุดศุนย์กลางมาแล้วจะนำมาเทียบกับค่าพิกัดที่ได้จากแบบ drawing ถ้าพบว่าค่าต่างกันมากเกินที่กำหนดไว้ จะต้องถอนปลอกเหล็กและทำการปักใหม่

คำนวณได้ทั้ง 2D และ 3D

โปรแกรมที่ผมเขียนนั้นคำนวณได้ทั้ง 2D (ไม่ต้องป้อนค่าระดับ) และ 3D (ป้อนค่าระดับไปด้วย) ส่วนสูตรนั้นถ้าคำนวณแบบ 3D นั้นค่อนข้างซับซ้อน ผมใช้วิธีทางลัดคือไปดูโค้ดที่มีคนเขียนไว้ในอินเทอร์เน็ต โค้ดเดิมเป็น Visual Basic ผมแปลงเป็นโค้ดภาษาซี ส่วนการคำนวณ 2D นั้นซับซ้อนน้อยกว่ามาก ถ้าสนใจสูตรก็สามารถดูจากโค้ดของผมได้

int calcCircleCenter3D(double Ya, double Xa, double Za, 
                       double Yb, double Xb, double Zb, 
                       double Yc, double Xc, double Zc, 
                       double *YCen, double *XCen, double *ZCen, double *Radius){
    double AB, BC, AC;
    double ABi, ABj, ABk, ACi, ACj, ACk, CDi, CDj, CDk, Ni, Nj, Nk;
    double cosBAC, sinBAC;
    double AD, CD, Xd, Yd, Zd;
    double X2e, Y2e, Z2e;

	//if the two points are on the same coordinates stop and return.
    if (((Xa == Xb) && (Ya == Yb)) || ((Xa == Xc) && (Ya == Yc)) 
     || ((Xb == Xc) && (Yb == Yc)))
      return 0;

    //Xa = 80.779; Ya = 90.198; Za = 23.567;
    //Xb = 78.334; Yb = 66.990; Zb = 25.567;
    //Xc = 45.345; Yc = 67.623; Zc = 34.123;
    // Answer Radius = 21.778
    // N Center = 80.840, E Center = 61.890, Z Center = 29.037

    //Lengths of AB, AC, AC
    AB = sqrt(pow(Xa - Xb, 2) + pow(Ya - Yb, 2) + pow(Za - Zb, 2));
    BC = sqrt(pow(Xb - Xc, 2) + pow(Yb - Yc, 2) + pow(Zb - Zc, 2));
    AC = sqrt(pow(Xa - Xc, 2) + pow(Ya - Yc, 2) + pow(Za - Zc, 2));
    //Direction cosines of AB(ABi,ABj,ABk)
    ABi = (Xb - Xa) / AB;
    ABj = (Yb - Ya) / AB;
    ABk = (Zb - Za) / AB;
    //Direction cosines of AC(ACi,ACj,ACk)
    ACi = (Xc - Xa) / AC;
    ACj = (Yc - Ya) / AC;
    ACk = (Zc - Za) / AC;
    //Cosine of angle BAC
    cosBAC = (pow(AB, 2) + pow(AC, 2) - pow(BC, 2)) / (2 * AB * AC);
    AD = cosBAC * AC;
    CD = sqrt(pow(AC, 2) - pow(AD, 2));
    //Position of point D, which is C projected normally onto AB
    Xd = Xa + (AD * ABi);
    Yd = Ya + (AD * ABj);
    Zd = Za + (AD * ABk);
    //Direction cosines of CD(Cdi,CDj,CDk)
    CDi = (Xc - Xd) / CD;
    CDj = (Yc - Yd) / CD;
    CDk = (Zc - Zd) / CD;
    //Direction cosines of normal to AB and CD
    //to be used for rotations of circle centre
    Ni = (ABk * CDj) - (ABj * CDk);
    Nj = (ABi * CDk) - (ABk * CDi);
    Nk = (ABj * CDi) - (ABi * CDj);
    //# Diameter of circumscribed circle of a triangle is equal to the
    //the length of any side divided by sine of the opposite angle.
    //This is done in a coordinate system where X is colinear with AB, Y is // to CD,
    //and Z is the normal (N) to X and Y, and the origin is point A
    //  R = D / 2
    sinBAC = sqrt(1 - pow(cosBAC, 2));
    *Radius = (BC / sinBAC) / 2;
    //Centre of circumscribed circle is point E
    X2e = AB / 2;
    Y2e = sqrt((*Radius) * (*Radius) - X2e * X2e);
    Z2e = 0;
    //Transform matrix
    //                   Rotations                 Translations
    //           ——————————————————————————————————————————————
    //              ABi  ,   ABj  ,  ABk                 Xa
    //              CDi  ,   CDj  ,  CDk                 Ya
    //               Ni  ,    Nj  ,   Nk                 Za
    //           ——————————————————————————————————————————————
    //Position of circle centre in absolute axis system
    *XCen = Xa + (X2e * ABi) + (Y2e * CDi) + (Z2e * Ni);
    *YCen = Ya + (X2e * ABj) + (Y2e * CDj) + (Z2e * Nj);
    *ZCen = Za + (X2e * ABk) + (Y2e * CDk) + (Z2e * Nk);
    return 1;
}

int calcCircleCenter2D(double N1, double E1, double N2, double E2, 
                       double N3, double E3,
                       double *Nc, double *Ec, double *Radius){
    double midN12, midE12, midN23, midE23;
    double k, l, p, q, r, s;
    
    //1 23.432m 78.234m
    //2 45.323m 98.765m
    //3 67.334m 66.999m
    //Answer R=22.907, N Center = 75.876, E Center = 46.217

    if (((N2 == N1) && (E2 == E1)) ||
       ((N2 == N3) && (E2 == E3)) ||
       ((N1 == N3) && (E1 == E3)))
      return 0;

    midN12 = (N1 + N2) / 2.0;
    midE12 = (E1 + E2) / 2.0;
    midN23 = (N2 + N3) / 2.0;
    midE23 = (E2 + E3) / 2.0;


    k = atan((E2-E1)/(N2-N1)) + PI / 2.0;
    l = atan((E2-E3)/(N2-N3)) + PI / 2.0;
    p = 1.0 / tan(k);
    q = 1.0 / tan(l);
    r = tan(k);
    s = tan(l);
    *Ec = ((midE23*q)-(midE12*p)+midN12-midN23)/(q-p);
    *Nc = ((midN23*s)-(midN12*r)+midE12-midE23)/(s-r);
    *Radius = sqrt((E1-*Ec)*(E1-*Ec) + (N1-*Nc)*(N1-*Nc));
    return 1;
}

ดาวน์โหลดโปรแกรม

ไปดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่หน้า “ดาวน์โหลด” จะได้ไฟล์มาชื่อ “ARCCENPT.g1a” วิธีการติดตั้งสามารถทำได้หลายวิธี วิธีแรกผมเขียนไว้แล้วที่ตอนที่ 1 ด้วยการ  copy โปรแกรมลง SD card แล้วถ่ายเข้าเครื่องคิดเลขอีกที วิธีที่ 2 ใช้โปรแกรม FA-124 ของ casio

การใช้งาน FA-124

โปรแกรม FA-124 สามารถไปดาวน์โหลดได้ที่ ลิ๊งค์ นี้ จากนั้นแตก zip แล้วทำการติดตั้งง่ายๆ เป็นโปรแกรมเล็กๆ  ผมเข้าใจว่าช่วงติดตั้งน่าจะมีการติดตั้งไดรเวอร์ของ casio ลงไปด้วย เพราะหลังจากนั้นผมเปิดโปรแกรม FA-124 แล้วเอาสาย USB  มาเสียบเชื่อมต่อเครื่องคิดเลขกับคอมพิวเตอร์จะมองเห็นได้ทันที  ที่เครื่องคิดเลขกดคีย์บอร์ดปุ่ม “F1” เพื่อจะเข้าโหมดการโอนข้อมูล (Data Transfer) คำเตือนการเสียบสาย USB นี้ไม่ควรจะนานเกิน 15 นาที เพราะจอภาพเครื่องคิดเลขจะเสื่อมสภาพได้ 

ส่วนหน้าตาโปรแกรม FA-124 ก็ประมาณนี้

จากนั้นมองที่หน้าต่างด้านขวามือคลิกที่ไอคอนที่วงด้วยหมายเลข “1” จากนั้นมาคลิกขวาที่วงด้วยหมายเลข “2” ที่คำว่า Default เลือกเมนู “Import

จะมีไดอะล๊อกบ็อกซ์ ให้เลือกโฟลเดอร์และไฟล์ ไปที่ไฟล์ “ARCCENPT.g1a” ที่เก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ตรง Files of type ต้องเลือกเป็น “G1A File (*.g1a)

จะเห็นไฟล์ “ARCCENPT.g1a” เข้ามาใต้ลิสต์ของคำว่า “Default” ดังรูป ที่หน้าต่างด้านซ้ายให้คลิกที่ไอคอนรูปเครื่องคิดเลข ตามที่ผมวงไว้หมายเลข “1” โปรแกรมจะอ่านไฟล์จาก Storage memory ของเครื่องคิดเลข มาแสดงใต้คำว่า “User1” จากนั้นลากไฟล์ “ARCCENPT.g1a” มาวางที่คำว่า User1 (เผอิญเครื่องคิดเลขผมมีไฟล์นี้อยู่แล้ว) โปรแกรมจะถามว่าต้องการทับหรือไม่ตอบ “Yes” 

ก็เป็นอันว่าขั้นตอนเกือบจะเสร็จ ตอนนี้โปรแกรมนี้จะไปอยู่ใน Storage memory ของเครื่องคิดเลขเรียบร้อย ไม่ลืมว่าขนาดของเมมโมรีนี้ 1.5 MB โปรแกรมขนาดนี้สามารถวางได้ประมาณ 30-40 โปรแกรม ซึ่งเหลือเฟือมาก จากนั้นคลิกที่ไอคอนเพื่อทำการ disconnect และอย่าลืมดึงสาย USB ออก

ทดสอบการใช้โปรแกรมคำนวณจุดศูนย์กลางวงกลม (Circle Center Calc)

ที่เครื่องคิดเลขกดคีย์ “MENU”  จากนั้นเลื่อนลงมาที่โปรแกรมดังรูปด้านล่าง

จะเห็นเมนูของโปรแกรม ซึ่งมีให้เลือก 3 โปรแกรมย่อย ส่วนโปรแกรมที่ 3 นั้นเป็นของแถม

    1. 3 Points in 3D  (Circle Center in 3D) – คำนวณหาค่าพิกัดและค่าระดับจุดศูนย์กลางวงกลม โดยค่าที่ป้อน 3 จุดต้องประกอบด้วยค่าพิกัดและค่าระดับ (X, Y, Z)
    2. 3 Points in 2D (Circle Center in 2D) – คำนวณหาค่าพิกัดของจุดศูนย์กลางวงกลม โดยค่าที่ป้อน 3 จุด เฉพาะค่าพิกัดทางราบเท่านั้น
    3. 2 Angles & 1 Dist – คำนวณหาค่าพิกัดของจุดศูนย์กลางวงกลม โดยวัดมุมสองมุมที่ขอบของวงกลมและวัดระยะราบที่ขอบวงกลมตรงจุดแบ่งครึ่งระหว่างขอบวงกลม อธิบายไม่เห็นภาพค่อยดูรูปอีกทีภายหลัง

คำนวณหาจุดศูนย์กลางวงกลมแบบ 3D (Circle Center in 3D)

ที่เมนูกดเลข “1” ป้อนค่าพิกัด N, E  ตอนถามค่า Z คือป้อนค่าระดับ โดยที่จุดที่เก็บค่าพิกัดและระดับมามี 3 จุด จุดไม่ต้องเรียงตามลำดับเส้นรอบวงก็ได้

จากนั้นกด “EXE” เพื่อคำนวณหาค่าพิกัดและค่าระดับของจุดศูนย์กลาง ผลลัพธ์ดังรูปด้านล่าง

คำนวณหาจุดศูนย์กลางวงกลมแบบ 2D (Circle Center in 2D)

ที่เมนูกดเลข “2” ทดสอบป้อนตัวเลขดังนี้ ป้อนค่าพิกัดจุดที่ 1, 2 และ 3

กด “EXE”  จะได้ผลลัพธ์ดังนี้

คำนวณหาจุดศูนย์กลางวงกลมแบบวัดมุมและระยะทาง

ในบางครั้งการเก็บ As-built เช่นเสากลม เราไม่สามารถวัดค่าพิกัดของศูนย์กลางได้ จึงต้องใช้วัดทางอ้อมและใช้สูตรทางคณิตศาสตร์ช่วย จากรูปด้านล่างจะวัดมุมที่ขอบด้านซ้ายและขอบด้านขวาป้อนเข้าโปรแกรม จากนั้นโปรแกรมจะให้เปิดมุมมาที่ตรงกลาง (ถ้าการวัดมุมมีความแม่นยำ มุมที่ตรงกลางนี้จะผ่านจุดศูนย์กลางวงกลมพอดี) แล้วทำการวัดระยะทาง สุดท้ายโปรแกรมจะคำนวณค่าพิกัดจุดศูนย์กลางให้

ที่เมนูหลักกดคีย์เลข “3” ทดสอบโปรแกรมด้วยการป้อนข้อมูลดังนี้ โดยที่ BS = Back Station คือจุดเป้าหลัง ส่วน STA คือ Station  จุดตั้งกล้องนั่นเอง

จากนั้นโปรแกรมจะให้ set มุมของกล้องไปที่กึ่งกลางวงกลม จากนั้นวัดระยะทาง

และป้อนค่าระยะทาง สุดท้ายโปรแกรมจะคำนวณหาค่าพิกัดจุดศูนย์กลางวงกลมและรัศมีวงกลมมาด้วย

สรุป

โปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมลำดับที่ 2 ผมหวังว่าคงเป็นประโยชน์ในแวดวงสำรวจบ้านเราบ้างไม่มากก็น้อย โปรแกรมต่างๆเหล่านี้ จะถูกปรับปรุงแก้ไขในอนาคต ท่านผู้อ่านอาจจะสังเกตเห็นว่า เวลาเรียกโปรแกรมมาอีกครั้ง จะไม่เรียกค่าเดิมที่เคยป้อนไว้ ทำให้ต้องป้อนใหม่ทุกครั้ง ในตอนนี้ผมไม่สามารถอ่านหรือเขียนค่าลงตัวแปรอักษร A-Z ได้ เพราะ casio ไม่ได้เขียนเอกสารไว้ (undocumented) แต่สักพักผมคิดว่าคงหาทางได้ เพราะมีคนทำ reverse engineering เครื่องคิดเลขรุ่นนี้พอสมควร แต่ละโปรแกรมที่ใช้สามารถเก็บค่าที่ป้อนเข้าตัวแปรตัวอักษร A-Z เวลาเรียกโปรแกรมมาใช้อีกครั้งถ้าค่าในตัวแปรไม่ได้ถูกทับไปก็สามารถกด “EXE” ผ่านไปได้เลย ติดตามกันตอนต่อไปครับ

 

 

สนุกกับโปรแกรมเครื่องคิดเลขสำหรับงานสำรวจ ตอนที่ 1 โปรแกรมแปลงพิกัด “Geo2UTM” บนเครื่องคิดเลข Casio FX 5800P

  • สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ในโอกาสที่บ.เคเอ็นเอส เอ็นจิเนียริ่ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด มีอายุใกล้จะขวบปีแล้ว ผมในฐานะวัยแล้วเกือบจะรุ่นพ่อของน้องๆชุดนี้แล้ว เห็นความตั้งใจของน้องๆ และก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ในโอกาสนี้ด้วยความที่สนิทสนมกันก็ถูกลากมาให้เขียนบทความให้เพื่อฉลองครบรอบหนึ่งปี และลงที่นี่ ไม่ใช่ที่บล็อก priabroy.com ที่ประจำ ตอนแรกคิดๆอยู่ว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี แต่สุดท้ายก็จะเขียนเรื่องโปรแกรมมิ่งเครื่องคิดเลข เพราะว่าเครื่องคิดเลขเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่สุดสำหรับช่างสำรวจ ช่างโยธาของเรา
  • บทความนี้คงจะมีหลายตอนก็มาติดตามกัน

ย้อนอดึตแห่งความทรงจำ

  • เครื่องคิดเลข Casio นับว่าเป็นขวัญใจของเราช่างสำรวจ ช่างโยธา ตอนเรียนอยู่วิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย บางคนอาจจะมีประสบการณ์ในการพาเครื่องไปฝากไว้ที่โรงจำนำเพราะกลัวทำหาย ^-^ ตอนสมัยเรียนช่วงปี 30-33 ผมใช้ FX3800 ปัจจุบันเลิกผลิตไปนานแล้ว เหลือไว้แต่ความทรงจำ สมัยแต่ก่อนเขียนโปรแกรมลงเครื่องพวกนี้คงได้แค่โปรแกรมเล็กๆ เพราะเครื่องมื memory ที่จำกัดจำเขี่ยมากๆ
Casio Fx3800
Casio Fx3800
  • ต่อมาทำงานได้สักสองปีก็ไปถอยเอาเครื่องในตำนาน  FX-880P ได้มาเครื่องหนึ่ง รุ่นนี้ปัจจุบันขึ้นหิ้งเป็นตำนานไปแล้ว ทั้งที่ผ่านระยะเวลามายี่สิบกว่าปี ยังมีคนตามล่าหากัน รุ่นนี้เวลาพกพาก็เสียบไว้ที่กระเป๋าหลังของกางเกงยีนส์ ดูมันเท่ห์ แต่พกแบบนี้ บางคนเผลอนั่งทับจนเครื่องคิดเลขหักเป็นท่อน น้ำตาตกกันมาแล้วก็มี โปรแกรมมิ่งรุ่นนี้ใช้โปรแกรมภาษาเบสิคแบบมีหมายเลขบรรทัดกำกับ เปิดโลกโปรแกรมมิ่งไปอีกหลายระดับ เขียนโปรแกรมยากๆได้พอสมควร การตั้งตัวแปรใช้ตัวอักษรหลายตัวได้ เครื่องเดิมๆ มี memory 32 กิโลไบต์ มันเยอะพอสมควร
Casio FX - 880P
Casio FX – 880P
  • ด้านหลังเครื่องรุ่นนี้ยังมีช่องให้ใส่แรมเพิ่มได้อีก 32 กิโลไบต์ ผมอุตส่าห์ไปเดินแถวสะพานเหล็ก คลองถมจนได้มาหนึ่งอัน เมื่อใส่แล้วก็รวมกันได้ 64 กิโลไบต์ คิดเป็น 65536 ไบต์ เหลือเฟือ ขนาดเขียนวงรอบเล่นๆ ยังไม่เต็มเลย
s-l300
Memory Pack 32KB for FX-880P
  • มาดูโปรแกรมสำหรับเครื่องคิดเลข FX-880P เพื่อรำลึกความหลัง ผมเขียนโปรแกรมนี้หาจุดตัดระหว่างเส้นตรงกับเส้นตรง เส้นตรงกับวงกลม วงกลมกับวงกลม ผมลงมาให้เต็มๆแบบไม่มีตัดทอน ตอนนี้ผมไม่มีเครื่องคิดเลขรุ่นนี้ให้ลองแล้ว

5 ‘Intersection
10 CLS:BEEP:BEEP1:ANGLE 0:SET F5:PRINT CHR$(9);:CLS
20 PRINT ” ***Find Intersection point***”
30 CLS:PRINT “<<1:AZI#AZI>> <<2:AZI#DIST>>”;:PRINT
40 PRINT”<<3:DIST#DIST>> <>”;
50 T$=INKEY$
60 IF (T$=”1″) THEN 150
70 IF (T$=”2″) THEN 600
80 IF (T$=”3″) THEN 800
90 IF (T$=”4″) THEN 400
100 IF (T$=”Q”) THEN PRINT TAB(10);”<<>>”;
:SET F9:END
110 GOTO 50
150 CLS:PRINT “N1=”;N1;:INPUT N1
160 PRINT “E1=”;E1;:INPUT E1
170 PRINT “AZIMUTH1=”;AZI1;:INPUT AZI1
180 FANG=AZI1:GOSUB 3000:DAZI1=DANG
190 PRINT “N2=”;N2;:INPUT N2
200 PRINT “E2=”;E2;:INPUT E2
210 PRINT “AZIMUTH2=”;AZI2;:INPUT AZI2
220 FANG=AZI2:GOSUB 3000:DAZI2=DANG
230 DELTY=N2-N1:DELTX=E2-E1
240 GOSUB 3500:AZI12=Y:DIST12=X
250 NI=(TAN(DAZI2)*N2-TAN(DAZI1)*N1+E1-E2)/(TAN(DAZI2)-
TAN(DAZI1))
260 EI=(NI-N1)*TAN(DAZI1)+E1
290 PRINT “NI= “;NI;:PRINT
300 PRINT “EI= “;EI
310 GOTO 30
400 ‘Four points
410 CLS:PRINT “N1= “;N1;:INPUT N1
420 PRINT “E1= “;E1;:INPUT E1
430 PRINT “N2= “;N2;:INPUT N2
440 PRINT “E2= “;E2;:INPUT E2
450 PRINT “N3= “;N3;:INPUT N3
460 PRINT “E3= “;E3;:INPUT E3
470 PRINT “N4= “;N4;:INPUT N4
480 PRINT “E4= “;E4;:INPUT E4
490 DELTY=N2-N1:DELTX=E2-E1:GOSUB 3500:AZI12=Y:DIST12=X
500 DELTY=N4-N3:DELTX=E4-E3:GOSUB 3500:AZI34=Y:DIST34=X
510 DELTY=N3-N1:DELTX=E3-E1:GOSUB 3500:AZI=Y
512 IF (AZI12=90 OR AZI12=270) THEN NI=N1 ELSE 515
513 EI=(NI-N3)*TAN(AZI34)+E3
515 IF (AZI34=90 OR AZI34=270) THEN NI=N3 ELSE 520
520 IF NOT((AZI12=90 OR AZI12=270) OR (AZI34=90 OR
AZI34=270)) THEN NI=(TAN(AZI34)*N3-TAN(AZI12)*N1+E1-
E3)/(TAN(AZI34)-TAN(AZI12)) ELSE 540
530 EI=(NI-N1)*TAN(AZI12)+E1
540 PRINT “NI= “;NI;:PRINT
550 PRINT “EI= “;EI
560 GOTO 30
600 ‘AZI # DIST
610 CLS:PRINT “N1= “;N1;:INPUT N1
620 PRINT “E1= “;E1;:INPUT E1
630 PRINT “AZIMUTH= “;INAZI;:INPUT INAZI:FANG=INAZI:GOSUB
3000:DAZI1=DANG
635 CANG=0:PAZI=DAZI1:GOSUB 4500:DAZI2=NAZI
640 PRINT “N2= “;N2;:INPUT N2
645 PRINT “E2= “;E2;:INPUT E2
650 PRINT “DIST= “;DIST;:INPUT DIST
660 DELTY=N2-N1:DELTX=E2-E1:GOSUB 3500:DIST12=X:AZI12=Y
670 PHI1=AZI12-DAZI1:IF PHI1 675 PHI2=AZI12-DAZI2:IF PHI2 Int No.1
900 CANG=ANG2:PAZI=AZI12:GOSUB 4500:AZI2I2=NAZI
910 PNI=N2+DIST2*COS(AZI2I1)
920 PEI=E2+DIST2*SIN(AZI2I1)
930 MNI=N2+DIST2*COS(AZI2I2)
940 MEI=E2+DIST2*SIN(AZI2I2)
950 CLS:BEEP:PRINT “NI(1)= “;PNI;:PRINT
960 PRINT “EI(1)= “;PEI
970 CLS:PRINT “NI(2)= “;MNI;:PRINT
980 PRINT “EI(2)= “;MEI
990 GOTO 30
3000 ‘Convert input angle to degree
3010 DD=FIX(FANG)
3020 TEMP=FRAC(FANG)*100
3030 MM=FIX(TEMP)
3040 SS=FRAC(TEMP)*100
3050 DANG=DEG(DD,MM,SS)
3060 RETURN
3500 ‘Find Azimuth
3510 X=POL(DELTY,DELTX)
3520 IF Y180 THEN 4550 ELSE 4530
4530 TEMP=TEMP+180
4540 GOTO 4590
4550 IF TEMP>540 THEN 4580
4560 TEMP=TEMP-180
4570 GOTO 4590
4580 TEMP=TEMP-540
4590 NAZI=TEMP
4600 RETURN

ถึงยามต้องพรากจากกัน

  • ผ่านไปหลายปีสำหรับการทำงานในภาคสนาม ไปไหนมาไหนก็หอบเครื่องคิดเลขรุ่นนี้ไปใช้งาน ก่อนจะจากกันผมทิ้งเครื่องคิดเลขไว้ที่ตู้คอนเทนเนอร์หน้าไซต์งาน เพราะลูกน้องเอาไปใช้บ้าง ไม่ได้เอากลับที่พักตอนยามค่ำคืน คืนนั้นไฟฟ้าลัดวงจรที่ตู้คอนเทนเนอร์ ทราบข่าวอีกทีก็วอดแล้ว ยืนคอตกไปพักใหญ่ๆ เพราะว่าทรัพย์สินทางปัญญาหายวับไปกับพระเพลิง แต่ด้วยความไม่ประมาท ผมลอก Source code ไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ไว้บ้างแต่ไม่ทั้งหมด
  • ถึงแม้จะรู้ว่าใดๆในโลกนี้ล้วนอนิจจัง แต่ประสบการณ์เรื่องนี้ทำให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ผมจะแบ็คอัพข้อมูลที่ทำงานได้สอง สามที่เสมอ และที่สำคัญคือผมชอบโปรแกรมมิ่ง จะเก็บ source code ไว้อย่างดี เก็บไว้หลายๆที่เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามต้องขยัน back up ครับ ถ้ามันพังในวันนี้ยังเอาของเมื่อวานมาใช้งานได้

สิบปีที่เครื่องคิดเลขห่างหาย

  • ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผมก็ไม่เคยซื้อเครื่องคิดเลขอีกเลยประมาณสิบปี เพราะว่าเป็นยุคเวลาของโน๊ตบุ๊ค เอะอะจะคำนวณอะไรๆก็ต้องที่โน๊ตบุ๊ค แต่ชีวิตเหมือนขาดอะไรไป จนมาถึงยุคมือถือจอสัมผัสยิ่งแล้วไปกันใหญ่ เพราะมีโปรแกรมจำลองเครื่องคิดเลขมาให้ใช้งาน วันนั้นไปเดินห้างเห็นเครื่องคิดเลข FX 5800P วางอยู่ที่ชั้นขายของ ป้ายบอกลดราคาเหลือ 1990 บาท จากราคาเดิม 2890 บาทคิดอยู่ในใจว่ามันลดราคากระหน่ำแท้ๆ ราคานี้ไม่รวมสายลิ๊งค์ ดูสเป็คบอกว่าเขียนโปรแกรมได้ มีเม็มโมรีมาให้ 28500 ไบต์ ผมนึกถึง Fx-880P ทันที ตัดสินใจซื้อมาลอง ที่ไหนได้มาถึงบ้านเปิดดูในเน็ตเห็นราคาขายออนไลน์ราคา 1790 บาทได้สายลิ๊งค์ด้วย มันถูกว่ากว่าที่ผมซื้อหลายร้อยบาท เอาละวะ ภูมิใจที่ได้ใช้ของแพงกว่า
Casio FX5800P
Casio FX5800P

FX 5800P กับอารมณ์กระชากใจเหมือนกลับไปเรียน (Back to old school) อีกครั้ง

  • เอาละครับ ได้ใช้เครื่องคิดเลขจริงๆสักที คือหลายสิบปีที่ผ่านมาเหมือนรออะไรบางอย่าง แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร เจออีกทีใช่เลย เวลากดคีย์เครื่องคิดเลขมันมีการตอบสนองได้อารมณ์เหมือนได้กลับไปใช้และเรียนมหาวิทยาลัยอีกครั้ง ผมเริ่มอ่านคู่มือเพื่อจะเขียนโปรแกรม ใช้เวลาไม่มากนักเพราะคุ้นๆอยู่ คู่มืออะไรก็หาง่ายในยุคนี้ ดาวน์โหลดมาอ่านได้สบายๆ
  • ช่วงเริ่มต้นกับเครื่องคิดเลข ผมเริ่มโปรแกรมง่ายๆก่อนเช่นจำพวก Cogo เช่นหามุม ระยะทางเมื่อกำหนดค่าพิกัดของจุดสามจุด ความรู้สึกแรกคือชอบเครื่องคิดเลขรุ่นนี้พอสมควร
  • เคยคิดเล่นๆว่าเครื่องคิดเลขพวกนี้ ยกเว้น FX-880P ที่เทพไปแล้ว จะสามารถเขียนโปรแกรมระดับ Advance ได้ไหมเช่นแปลงพิกัดไปมาระหว่าง UTM และ ค่าพิกัดภุมิศาตร์ (Geographic) หาระยะทางระหว่างสองจุดบน Ellipsoid หรือหาระยะทาง Geodesic distance

ข้อจำกัดด้านโปรแกรมมิ่งแต่ฟ้าปิดกั้นดินไม่ได้

  • จั่วหัวให้เว่อร์ซะยังงั้น ปัญหาจริงๆที่คนจะเขียนโปรแกรมพวกนี้คืออย่างแรกคือสูตร ไม่รู้จะใช้เวอร์ชั่นไหนดี อย่างที่สองคือเครื่องคิดเลขรุ่นพวกนี้มีตัวแปรจำกัด จาก A ถึง Z นับได้ 26 ตัว น้อยซะจริงๆ ถ้าสูตรมีการใช้ตัวแปรมากกว่านี้จะทำอย่างไร ปัญหานี้ยังมีทางออก เครื่องคิดเลขรุ่นนี้เตรียมตัวแปรอนุกรมให้คือ Z เราสามารถใช้งาน Z[1],Z[2],Z[3],…. ได้มากเท่าที่เมมโมรีเครื่องคิดเลขยังเหลือพอ
  • ข้อจำกัดอีกอย่างคือไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลให้โปรแกรมได้ ดังนั้นโปรแกรมเครื่องคิดเลขจึงจะต้องไม่ซับซ้อนมาก ถ้ามากกว่านี้ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์จะดีที่สุด

โปรแกรมแปลงพิกัดจากค่าพิกัดภูมิศาสตร์ ไปยัง ค่าพิกัดระบบพิกัดฉาก UTM

  • ก่อนจะไปต่อเรื่องโปรแกรมมิ่ง มาเรียกน้ำย่อยกันก่อน มาดูรูปการคำนวนกันก่อน ต้องการแปลงค่าพิกัด lat=14°27’44.71″ long=100°58’27.02″ ไปยังค่าพิกัด UTM

input_geo

  • แปลงพิกัดเป็น UTM ได้ค่า N=1599784.382 E=712796.211

output_utm1

  • และคำนวน zone  ของ UTM มาให้ด้วยจุดพิกัดนี้อยู่ในโซน 47

output_utm2

แปลงพิกัดบน WGS84

  • สำหรับโปรแกรมจะแปลงพิกัดบนพื้นฐาน WGS84 เท่านั้น ไม่มีการแปลงข้ามพื้นหลักฐานเพราะมันจะซับซ้อนยุ่งยากเกินกว่าเครื่องคิดเลข เมมโมรีน้อยๆจะทำได้

โปรแกรมคำนวณ

  • ข้อจำกัดอีกอย่างของเครื่องคิดเลขรุ่นนี้คือสามาถใช้สายลิ๊งค์โอนโปรแกรมจากเครื่องไปหาเครื่องอื่นเท่านั้น แต่ถ้าโอนโปรแกรมเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ผมพยายามหาในเน็ตตามฟอรั่ม มีคนพยายามจะแกะโปรโตคอลแต่ไม่น่าจะสำเร็จ ที่นี้จะเอาโปรแกรมมาแสดงบนคอมพิวเตอร์ได้ยังไง ก็ต้องนั่งแกะโปรแกรมทีละเม็ด เขียนด้วยเวิร์ดเพราะต้องการสัญลักษณ์ให้ตรงกับที่แสดงในเครื่องคิดเลขมากที่สุด สัญลักษณ์ส่วนใหญ่หาได้ในฟอนต์ Symbol, Wingdings
  • เมื่อแกะเสร็จแล้วก็ดูทวนอีกทีว่าพิมพ์ได้ตรงกับในเครื่องคิดเลขไหม ไม่มีอะไรตกหล่นก็ export มาเป็นภาพเอามาแปะ ผมพยายามแยกสีให้ดูง่ายตรงไหนเป็นฟังก์ชันใช้สีแดงเข้ม ตัวแปรสีน้ำเงิน เงื่อนไขโปรแกรมใช้สีเขียว ลองดูครับ
Geo2UTM
Geo2UTM
Geo2UTM(continued)
Geo2UTM(continued)
  • สำหรับเครื่องคิดเลขแล้ว ก็ไม่ถือว่าโปรแกรมใหญ่มากนัก แต่สังเกตดูตัวแปร ตั้งแต่ตัว A ถึงตัว Z ใช้แทบหมด ผมคงไม่อธิบายตัวโปรแกรมนะครบ จะยืดเยื้อ สำหรับคนที่เคยเขียนโปรแกรมเครื่องคิดเลขคาสิโอ้รุ่นเหล่านี้ มองแป๊ปเดียวก็โอเคแล้ว

วิธีใช้งาน

  • วิธีใช้งานก็ง่ายครับตามสไตล์เครื่องคิดเลข กดเรียกโปรแกรมก่อน Shift+Prog ที่เครื่องคิดเลขผมเลือก “GEO2UTM

20170108_122613

ตัวอย่างที่ 1

  • โปรแกรมจะถามค่าพิกัดแลตติจูดและค่าลองจิจูด ตัวอย่างการใช้นี้กำหนดให้ latitude = 26°12’3.6128″N longitude = 50°36’25.1928″E ที่เครื่องคิดเลขกดคีย์ “EXE” โปรแกรมจะถามค่าแลตติจูด ป้อนไปให้ทศนิยมครบ ตามรูปแรก  (เครื่องคิดเลขเวลาแสดงค่าพิกัดที่เราป้อนไปแล้ว จะแสดงแค่ทศนิยมสองตำแหน่ง) และป้อนค่าลองจิจูดให้ตามรูปถัดไป

20170108_123456

20170108_123609

ผลลัพธ์การคำนวณ

  • โปรแกรมจะคำนวณค่าพิกัดฉาก UTM ให้พร้อมบอกหมายเลขโซนของยูทีเอ็มมาด้วยและบอกว่าเป็นโซนด้านเหนือหรือด้านใต้ของเส้นศูนย์สูตร ในที่นี้จุดค่าพิกัดนี้แถวประเทศบาเรนห์ โซน 39N (เหนือ)

20170108_130154 20170108_130205

  • เทียบกับค่าที่คำนวณด้วยโปรแกรม Surveyor Pocket Tools ตรงกันครับ หมายเหตุนิดหนึ่งว่าการคำนวณการแปลงพิกัดในโปรแกรม  Surveyor Pocket Tools ใช้ไลบรารีของ Proj4 ผ่านทาง pyproj
Surveyor Pocket Tools
Surveyor Pocket Tools

ตัวอย่างที่ 2

  • มาลองดูกัน ถ้าผู้อ่านเกิดจับพลัดจับผลูไปทำงานต่างประเทศที่อยู่ใต้เส้นศูนย์สูตร ก็ยังสามารถใช้ได้ กำหนด แลตติจูด = 16d9’7.048″S ลองจิจูด = 33d33’49.779″E ค่าพิกัดอยู่ที่ประเทศโมซัมบิค ทวีปอาฟริกา
  • ป้อนค่าพิกัดเข้าดังนี้ ค่าแลตติจูดอยู่ใต้เส้นศูนย์สูตรให้ติดเครื่องหมายลบข้างหน้า ส่วนค่าพิกัดลองจิจูดก็ป้อนปกติ

20170108_132745
20170108_132903

  • ผลลัพธ์การแปลงพิกัดได้ดังนี้ จุดอยู่ที่โซน 36S ใต้เส้นศูนย์สูตร

20170108_132916
20170108_132923

  • เปรียบเทียบผลการคำนวณกับ Surveyor Pocket Tools ตรงกัน

surveyor-pocket-tools_2017-01-08_13-31-09

  • ก็พอหอมปากหอมคอครับ ตอนหน้ามาดูโปรแกรมแปลงค่าพิกัดฉากยูทีเอ็ม (UTM) ไปยังค่าพิกัดภูมิศาสตร์บ้าง ติดตามกันตอนต่อไปครับ

สนุกกับโปรแกรมเครื่องคิดเลขสำหรับงานสำรวจ ตอนที่ 2 โปรแกรมแปลงพิกัด “UTM2Geo” บนเครื่องคิดเลข Casio FX 5800P

โปรแกรม “UTM2Geo” สำหรับเครื่องคิดเลข Casio FX 5800P

  • สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน พบกันตอนนี้เป็นตอนที่ 2 แล้วครับ ตอนแรกนำเสนอโปรแกรม “Geo2UTM” แปลงพิกัดจากคาพิกัดภูมิศาสตร์ (แลตติจูด/ลองจิจูด) ไปเป็นค่าพิกัดบนระบบพิกัดฉาก UTM มาตอนนี้กลับกันครับ เราจะมาเขียนโปรแกรมที่แปลงพิกัดจากระบบพิกัดฉากยูทีเอ็มไปเป็นค่าพิกัดภูมิศาสตร์
  • มาเขียนบทความที่นี่ให้กับ kns-engineering เป็นการเฉพาะกิจ สำหรับเพื่อนพี่น้องชาวสำรวจแวะไปเยี่ยมเยียนผมได้ที่บล็อกประจำ priabroy.name

เกร็ดความรู้เล็กน้อยสำหรับช่างสำรวจ

  • ก่อนจะเข้าไปว่าเรื่องโปรแกรมมิ่งบนเครื่องคิดเลข ขอซักซ้อมความรู้เซอร์เวย์สักเล็กน้อย มีสองอย่างคือมุม อะซิมัท (Azimuth) และฟังก์ชัน Atan2 สองอย่างนี้เกี่ยวพันกับเรื่องโปรแกรมในด้านการสำรวจเสียส่วนใหญ่ (แต่งานคำนวณแปลงพิกัดนี้ไม่ได้ใช้)
  • มุมอะซิมัทเป็นมุมที่แสดงทิศทางในด้านงานสำรวจของเรา เป็นมุมที่กวาดจากทิศเหนือตามเข็มนาฬิกา สมมติว่ามีจุด A มีค่าพิกัด (x,y,) = (500,500) และจุด B มีค่าพิกัด (x,y) = (586.603,550) คำถามพื้นฐานก็คือ
    • อะซิมัทจากจุด A ไปจุด B เท่าไหร่
    • อะซิมัทจากจุด B ไปจุด A เท่าไหร
    • ระยะทางหรือระยะราบเท่าไหร่ระหว่างจุดทั้งสอง

  • ระยะราบหาได้จากสูตรตรีโกณมิติสามัญพื้นฐาน ระยะราบ = √((500-586.603)² + (500-550)²) = 100 เมตร
  • แล้วอะซิมัทละคำนวณอย่างไร การคำนวณจะมาเกี่ยวพันกับเครื่องคิดเลขของเราอย่างแนบแน่น ฟังก์ชัน Atan2 เรียกกันบนเครื่องคอมพิวเตอร์ (ใครเขียนโปรแกรมบนเครื่องคอมพิวเตอร์จะรู้จักฟังก์ชั่นนี้ดี มีทุกภาษา) เที่ยบเท่าบนเครื่องคิดเลขก็คือ Pol() คือฟังก์ชั่นการที่จะมาช่วยย่นการคำนวณนี้
  • Atan2 ดั้งเดิมจะคำนวณหามุมที่กวาดจากแกน X ทวนเข็มนาฬิกา ดังนั้นในคู่มือคาสิโอ จะเขียนฟังก์ชั่น Pol() แบบนี้ครับ ในวงเล็บ x มาก่อน  y สังเกตว่ามุม θ กวาดจากแกน X

  • แต่สำหรับมุมที่ต้องการสำหรับงานสำรวจคือมุมอะซิมัท(Azimuth) คือมุมคือกวาดจากแกน Y ลงมาตามเข็มนาฬิกา จะทำอย่างไร
  • เทคนิคเวลาใช้งานสลับเอาไว้ค่า Y มาก่อนและ X ตามหลังครับ >> Pol(y,x) จะได้มุมอะซิมัท ผมเขียนรูปใหม่ดังนี้

  • ถ้ามีเครื่องคิดเลขก็ลองกดดูเลย Pol((550-500),(586.603-500))  ผลการคำนวณเครื่องคิดเลขเอาค่าระยะทางไปเก็บไว้ในตัว “I” และมุมอะซิมัทไว้ในตัว “J” ลอง RCL (recall) มาดูจะได้ I = 100.000 และ J = 60.000 มุม 60 ก็คืออะซิมัทจาก A ไป B นั่นเอง
  • จากโจทย์ข้างบนก็ตอบได้นะครับ อะซิมัทย้อน (Backward) ก็ให้เอาอะซิมัทไป (Forward) ± 180 ถ้ามากกว่า 180 ให้เอา 180 ไปลบ ถ้าน้อยกว่า 180 ให้เอา 180 ไปบวก ดังนั้นอะซิมัทจาก B มา A จะได้ = 60 + 180 = 240 
  • มุมอะซิมัทเป็นมุมมหัศจรรย์สำหรับช่างสำรวจ มหัศจรรย์ยังไงตอนหน้ามาว่ากันต่อ ตอนนี้ไปต่อเรื่องโปรแกรมกัน

โค๊ดโปรแกรม UTM2Geo

  • เหมือนเดิมนั่งแกะโปรแกรมทีละเม็ดแล้วเขียนลงในเวิร์ด แล้วตรวจทานสอง สามเที่ยว น้ำตาไหลพราก  ผมก็คิดเหมือนกันว่าผู้อ่านไปคีย์โปรแกรมตามที่ผมลิสต์ออกมาคงไม่ใช่เรื่องสนุก เอาอย่างนี้ ถ้าไม่อยากคีย์โปรแกรมเอง ติดต่อน้องๆที่ท้ายบล็อกผมจะลงชื่อไว้เพื่อขอดูดโปรแกรม มีข้อแม้เล็กๆน้อยๆว่าเครื่องต้องเป็นเครื่อง Casio Fx-5800P รุ่นเดียวกันและพกสายลิ๊งค์มาด้วยตัวเอง

ต้วอย่างที่ 1

  • สำหรับท่านที่ต้องการป้อนโปรแกรมลงในเครื่องคิดเลข วิธีป้อนโปรแกรมเลงเครื่องคิดเลขคงไม่ต้องสาธยายนะครับเพราะคงคุ้นเคยกันอยู่ มาดูการใช้งาน สมมติว่ามีหมุดที่มีค่าพิกัดฉาก UTM ดังนี้
    • Northing = 1,615,517.540 Easting = 395,698.272 Zone 47N อยู่บนพื้นหลักฐาน WGS84
  • เรียกโปรแกรม ด้วยการกด “Prog” แล้วเลือกโปรแกรม “UTM2Geo

  • ป้อนค่าพิกัด Norhting, Easting

  • ต่อไปโปรแกรมจะถาม Zone No ลำดับโซนหมายเลขที่เท่าไหร่ ถ้าโซนอยู่ด้านเหนือเส้นศูนย์สูตรให้ป้อนค่าบวกเช่น 47N ก็ป้อนตัวเลขธรรมดาไปครับ แต่ถ้าอยู่ใต้เส้นศูนย์สูตรป้อนเป็นตัวเลขลบ ในที่นี้ป้อนตัวเลข 47 เข้าไปดังรูป

ผลลัพธ์ของโปรแกรม

  • มาดูผลลัพธ์กันครับ

  • ผมเอาค่าพิกัดฉากนี้ไปป้อนในโปรแกรมแปลงพิกัด UTM-Geo Converter ที่อยู่ใน Surveyor Pocket Tools ก็ได้ตรงกันครับ แต่ทศนิยมในเครื่องคิดเลขที่ฟิลิปดาได้เต็มที่สองตำแหน่ง (น่าเสียดาย ทศนิยมของฟิลิปดาตำแหน่งที่สอง เทียบเป็นหน่วยเมตริกแล้วได้แค่ระดับหลักสิบเซนติเมตร) ถ้าต้องการหลักมิลลิเมตรก็ต้องบนคอมพิวเตอร์แล้วครับ แต่สำหรับเครื่องคิดเลขคิดมาได้ขนาดนี้ผมก็โอเคแล้วครับ

 ตัวอย่างที่ 2

  • สมมติว่าผู้อ่านมีโอกาสไปทำงานต่างประเทศไกลๆ มาลองค่าพิกัดที่อยู่โซนตะวันตกและอยู่ใต้เส้นศุนย์สูตรกันดูครับ สมมติว่าค่าพิกัดนี้อยู่ในบราซิลครับ ชีวิตจริงไม่เคยไปถึงทวีปอเมริกาครับ ไกลสุดแค่ยุโรปกับทวีปอาฟริกา
    •  Northing = 7,721,526.876 Easting = 505,464.207 Zone 24S บนพื้นหลักฐาน WGS84
  • พร้อมแล้วเรียกโปรแกรมป้อนตัวเลขกันเลย

 

  •  ต่อไปหมายเลขโซนให้ป้อนตัวเลขเป็นลบ -24 เพราะอยู่ใต้เส้นศูนย์สูตร

  • มาดูผลลัพธ์กัน จะได้ค่า Latitude = -20°36’19.28″ ค่าเป็นลบแสดงว่าอยู่ใต้เส้นศูนย์สูตร ได้ค่า Longitude = -38°56’51.220″ ได้ค่าเป็นลบแสดงว่าอยู่ทางด้านตะวันตกของตำบลกรีนนิช ของอังกฤษ (ตำบลกรีนนิชค่าลองจิจูด = 0)

  • เปรียบเทียบกับ Surveyor Pocket Tools เท่ากัน

  • ทรรศนะส่วนตัวผมมีโปรแกรมแปลงพิกัดติดเครื่องคิดเลขรุ่นนี้ FX – 5800P ทำให้เครื่องคิดเลขดูเทพขึ้นมาทันตาเห็น 🙂 สองโปรแกรมนี้กินเม็มไปจิ๊บๆครับ
  • ตอนหน้ามาว่าเรื่องยากขึ้นไปอีกนิด การคำนวณระยะทางที่สั้นที่สุดบนทรงรี (Geodesic distance) สูตรลากกันยาวเฟื้อย ตัวแปรบนเครื่องคิดเลขใช้หมดเกลี้ยงต้องไปดึงตัวอนุกรมมาช่วยด้วย ถ้าพิมพ์โปรแกรมตามผมต้องร้องว่า เจ็บกว่านี้มีอีกไหม
  • ตอนหน้ามาว่ากัน แต่ผมบอกก่อนว่าในฐานะช่างสำรวจ เรื่อง  geodesic distance บางครั้งเราใช้มันอย่างไม่รู้ตัว และไม่ใช่เรื่องไกลตัว ขอฝากน้องๆไว้ครับ มีความรู้ก็ใส่ตัวก็ใช่ว่าจะต้องไปเหนื่อยแบกหามตามโบราณที่ว่าไว้

ติดต่อขอลิ๊งค์โปรแกรม

  • ติดต่อคุณนันทวุฒิ อึ้งตระกูลได้ครับสำหรับลิ๊งค์ดูดโปรแกรม ผมจะฝากโปรแกรมไว้ที่นั่น แต่ถ้าใจไม่ร้อน รอบทความอีกสักสอง สามตอนจบก่อนก็ดี (เพราะบางโปรแกรมที่จะนำเสนอยังไม่ได้เขียนลงเครื่องคิดเลข)
  • สังคมจะน่าอยู่ ถ้าแบ่งปันกันและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สำหรับคนที่มีโอกาสน้อยกว่า พบกันตอนใหม่ครับ
Surveyor Pocket Tools – ทดสอบโปรแกรมการแปลงพิกัดบน State Plane Coordinate System (SPC)

Surveyor Pocket Tools – ทดสอบโปรแกรมการแปลงพิกัดบน State Plane Coordinate System (SPC)

ในฐานะช่างสำรวจในย่าน AEC บ้านเรา ส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับระบบพิกัดที่ส่วนใหญ่ใช้เส้นโครงแผนที่ Transverse Mercator กันส่วนใหญ่ แต่มาเลเซียนั้นต่างออกไปเนื่องจากมีพื้นที่ที่ยาวเฉียงๆ ทั้งสองพื้นที่คั่นด้วยทะเลจีนใต้ พื้นที่แรกอยู่บนเกาะบอร์เนียวอีกพื้นที่หนึ่งติดกับประเทศไทย ทางมาเลเซียใช้เส้นโครงแผนที่ Oblique Mercator ซึ่งเป็นเส้นโครงแผนที่ค่อนข้างซับซ้อนกว่าอันอื่น

เรามาลองไปทัศนศึกษาที่หรัฐอเมริกาดูกัน สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศใหญ่ มีระบบพิกัดและเส้นโครงแผนที่ที่หลากหลายมาก ในฐานะช่างสำรวจพอจะเป็นความรู้ประดับบ่ากันไว้นิดๆหน่อยๆ ไม่ถือว่าเหลือบ่ากว่าแรงจนต้องแบกหาม มาทัศนาผ่านทางโปรแกรมแปลงพิกัด Transform Coordinate ที่อยู่ในชุด Surveyor Pocket Tools

State Plane Coordinate System (SPC)

  • คือกลุ่มระบบพิกัดของสหรัฐอเมริกาที่รวบรวมระบบพิกัดที่ใช้ในแต่ละพื้นที่หรือรัฐทั้งหมด 124 โซน โดยที่รัฐที่มีพื้นที่ติดกันจำนวน 110 โซน และอื่นๆที่เหลือได้แกเช่นอลาสก้า ฮาวาย เปอร์โตริโก้และหมู่เกาะยูเอสเวอร์จิน
  • State Plane Coordinate System (SPC) ปัจจุบันคือ North America Datum 1983 (NAD83) ใช้ทรงรี GRS80 ต่างจากของเดิมคือ NAD27 ที่ใช้ทรงรี Clark 1866

AcroRd32_2017-03-22_08-20-10.jpg

  • เส้นโครงแผนที่ (Map projection) ใช้อยู่ 3 ประเภทคือ
    1. Transverse Mercator (TM) สามารถรักษา scale factor คงที่ได้ในแนวแกนเหนือ-ใต้ จึงนิยมใช้สำหรับพื้นที่ที่ยาวจากเหนือไปใต้
    2. Lambert Conformal Conic (LCC) เนื่องจากสามารถรักษา scale factor ให้คงที่ได้ในแนวแกนตะวันออก-ตะวันตก จึงนิยมใช้กับพื้นที่มีความยาวจากตะวันออกไปตะวันตก
    3. Oblique Mercator (OM) นิยมใช้กับพื้นที่ที่ยาวเฉียงแบบทะแยง ใช้อยู่รัฐเดียวคืออลาสก้า

โปรแกรมแปลงพิกัด Transform Coordinate

  • ถ้าจะดาวน์โหลดก็ดูที่ช่องยาวๆด้านขวาของ blog ในขณะที่เขียนบทความนี้ เป็นรุ่น 0.66 build 501 ดาวน์โหลดแล้วก็ติดตั้ง เมื่อคลิกโปรแกรมและรันจะเห็นไดอะล๊อกหน้าแรกรวมโปรแกรมชุดของ Surveyor Pocket Tools ตามรูปด้านล่างที่ไฮไลต์ไว้คือ “Transform Coordinates” 

Surveyor Pocket Tools_2017-03-21_20-45-41

  • มาดูหน้าโปรแกรม ผม update ข้างในไปมาก ทั้งๆที่ตอนแรกตั้งใจจะเขียนให้ใช้งานได้เฉพาะเส้นโครงแผนที่ Transverse Mercator ไปๆมาๆ ก็ไปไกลเกินกว่าที่ตั้งใจไว้ตอนแรก หน้าตาก็เรียบง่ายแต่เพิ่มเครื่องมือจัดเก็บค่าพิกัดและเรียกใช้ค่าพิกัด รวมถึงเครื่องมือปักหมุดบน google maps & google earth

ทดสอบการแปลงพิกัดบนเส้นโครงแผนที่ Oblique Mercator (OM)

  • จะทดสอบการแปลงพิกัดจากค่าแลตติจูดและลองจิจูด จากทรงรี GRS80 ไปยังระบบพิกัดฉาก NAD83 สำหรับ Alaska zone 1 นี้ใช้ Oblique Mercator ซึ่งพารามิเตอร์ของเส้นโครงแผนที่ OM ตามตารางด้านล่าง
    •  Alazka zone 1 – NAD83
    • Scale factor at the projection’s center = 0.9999
    • Longitude of the projection’s center = 133º 40′ W
    • Latitude of the projection’s center = 57º 0′ N
    • Azimuth at the projection’s center = 323º07’48.3685″
    • Angle from Rectified to Skew Grid =  323º07’48.3685″
    • False Easting (meters) = 5000000
    • False Northing (meters) = -5000000

AcroRd32_2017-03-22_15-44-02

ข้อมูลทดสอบโปรแกรม

  • ข้อมูลทดสอบผมจะใช้หมุดของทางการ ที่สะดวกมากสามารถจะดูหมุดที่ไหนก็ได้ ข้อมูลแต่ละหมุดจะเรียกว่า data sheet เข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ของ NGS ตาม ลิ๊งค์ นี้ครับ
  • อันดับแรกเลือกรัฐก่อน เลือก “Alaska” ต่อจากนั้นเลือก county ให้เลือก “AK|103|KETCHIKAN GATEWAY BOROUGH” จากนั้นคลิกที่ปุ่ม “submit” แล้วจะเห็นหมุดถูกลิสต์ออกมามากพอสมควร ลองเรียงหมุดดูตาม latitude ผมคลิกเลือก “Latitude” แล้วคลิกที่ปุ่ม “Re-Sort-By” ตอนนี้จะเลือกหมุดที่มีหมายเลข PID = UV5754 เลือกแล้วคลิกที่ปุ่ม “Get data sheets” จะได้ data sheet ออกมา
  • ลองดู data sheet  ของหมุด  UV5754 ด้านล่าง

chrome_2017-03-22_08-52-04

  • ที่ผมลากสี่เหลี่ยมไว้ด้านบนคือค่าพิกัดในระบบ geographic ของ NAD83 จะใช้ค่านี้มาทดสอบ เลือกระบบพิกัดและป้อนข้อมูลเข้าไปดังรูป Latitude = 55° 6′ 45.20173″N Longitude = 131° 43′ 58.97516″W

Surveyor Pocket Tools_2017-03-22_09-02-26

  • ด้านขวาปลายทางเลือก Group = “Projected Coordinate System” เลือก Datum = “NAD83 (National Spatial Reference System 2007)” จากนั้นเลือก System = “NAD83(NSRS2007) / Alaska zone 1” พร้อมแล้วคลิกลูกศรขวาเพื่อทำคำนวณ

Surveyor Pocket Tools_2017-03-22_09-07-59

  • จะได้ค่า North = 366701.8435, East = 942069.8596, Grid scale factor = 0.9999085667,  Convergence = 1°36’31.76352″ ซึ่งผลลัพธ์ตรงกันกับ data sheet

ทดสอบการแปลงพิกัดบน Lambert Conformal Conic (LCC)

  • สำหรับเส้นโครงแผนที่ Lambert Conformal Conic (LCC) ส่วนใหญ่จะเป็นแบบรอยตัดสองรอย (secant) บนทรงรี มากกว่าจะเป็นแบบสัมผัส ดังนั้นจะมี Latitude of parallel อยู่ตรงสองรอยตัดด้านบนและด้านล่าง สำหรับข้อมูลทดสอบจะเลือกรัฐ “Oregon” โซนด้านเหนือ พารามิเตอร์สำหรับการแปลงพิกัดมีดังนี้
    • Oregon North Zone (Designation 3601)
      • Oregon State Plane North – NAD 1983
      • Lambert Conformal Conic Two Standard Parallel Projection (Secant)
      • Central Meridian: -120° 30′ W
      • Latitude of Origin: 43° 40′ N
      • Standard Parallel (South): 44° 20′ N
      • Standard Parallel (North): 46° N
      • False Northing: 0.000 m
      • False Easting: 2 500 000.000 m

ข้อมูลทดสอบ

  • ข้อมูลทดสอบจะเข้าไปที่เว็บไซต์ของ NGS แต่ครั้งนี้จะเข้าไปใช้ interactive map แล้วค้นหาชื่อหมุด ตาม ลิ๊งค์ นี้ ด้านซ้ายมือจะมีระบบค้นหาเลือกค้นหาด้วย “PID” ป้อนชื่อหมุด “AJ8179” เมื่อเจอแล้วคลิกที่หมุดในแผนที่แล้ว แล้วคลิก “data sheet” จะได้รายละเอียดมาดังรูป

chrome_2017-03-22_17-16-10

  • ป้อนค่าพิกัดฉากของหมุด AJ8179 เข้าไปดังรูป คลิกที่รูปลูกศรขวา เพื่อจะแปลงพิกัดจาก LCC ไป geographic แต่ในขณะเดียวกันโปรแกรมจะคำนวณค่า grid scale factor และ convergence มาให้ด้วย

Surveyor Pocket Tools_2017-03-22_17-15-44

  • ได้ผลลัพธ์ดังนี้ ตรวจดูกับ data sheet จะได้ค่า grid scale factor และ convergence ตรงกัน ส่วนค่าพิกัดค่าลองจิจูดตรงกัน แต่ค่าแลตติจูดต่างกันเล็กน้อยมากที่ทศนิยมที่ 5

Surveyor Pocket Tools_2017-03-22_17-29-22

ข้อจำกัดของโปรแกรม

  • ในตอนนี้ยังไม่สนับสนุนหน่วยฟุต
  • สนับสนุนการคำนวณ grid scale factor และ convergence ให้เฉพาะเส้นโครงแผนที่ Transverse Mercator, Lambert Conformal และ Oblique Mercator ส่วนเส้นโครงแผนที่อื่นๆคำนวณให้เฉพาะการแปลงค่าพิกัดเท่านั้น เนื่องจากระบบพิกัดในโลกนี้หลากหลายมากมาย ทำให้การทดสอบข้อมูลต้องทยอยทำไปเรื่อยๆ
  • ยังไม่ได้ทดสอบข้อมูลระบบพิกัดของยุโรป European Terrestrial Reference System (ETRS)
  • มาถึงตอนนี้คงพอหอมปากหอมคอ สังเกตว่าผมไม่ได้ทดสอบเส้นโครงแผนที่ TM เนื่องจากบ้านเราใช้กันอยู่และคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว พบกันตอนต่อไปครับ
Surveyor Pocket Tools – Update เพิ่มโปรแกรมคำนวณสเกลแฟคเตอร์ (Line Scale Factor)

Surveyor Pocket Tools – Update เพิ่มโปรแกรมคำนวณสเกลแฟคเตอร์ (Line Scale Factor)

Today, GPS has thrust surveyors into the thick of geodesy, which is no longer the exclusive realm of distant experts. Thankfully, in the age of the microcomputer, the computational drudgery can be handled with software packages. Nevertheless, it is unwise to venture into GPS believing that knowledge of the basics of geodesy is, therefore, unnecessary. It is true that GPS would be impossible without computers, but blind reliance on the data they generate eventually leads to disaster.” วาทะของ  Jan Van Sickle (หนังสือ “GPS and GNSS for Geospatial Professionals, ปี 2001, หน้า 126) ผมถอดความคร่าวๆได้ว่า “ปัจจุบัน GPS ได้ผลักดันให้ช่างสำรวจเข้าไปอยู่ในความหนาแน่นของเรื่องจีโอเดซี ซึ่งไม่ใช่่เรื่องสำหรับผู้เชี่ยวชาญแต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป ต้องขอบคุณสำหรับยุคคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก งานคำนวณหนักสามารถจัดการได้ด้วยโปรแกรมประยุกต์ แต่อย่างไรก็ตาม เป็นการไม่ฉลาดที่จะคิดว่าการศึกษาพื้นฐานด้าน GPS จะไม่จำเป็น และก็เป็นจริงที่ว่าการคำนวณของอุปกรณ์ GPS เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ใช้คอมพิวเตอร์ แต่ความเชื่อมั่นอย่างมืดบอดในข้อมูลที่ (GPS) สร้างขึ้นมาจะนำไปสู่ความหายนะได้

โปรแกรม Line Scale Factor

  • เราทราบกันมาดีว่าแผนที่ในระบบพิกัดฉากเราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงความเพื้ยน (distortion) ไปได้ เนื่องจากที่เราพยายามแสดงลักษณะทางกายภาพของสิ่งของที่อยู่บนผิวโค้งบนทรงรีไปยังแผ่นระนาบแบบกระดาษ จำต้องใช้สเกลแฟคเตอร์ที่ไม่คงที่และแปรผันเป็นระบบมาช่วยในการแปลงเหล่านี้ ดังนั้นเราต้องมีวิธีการจัดการและใช้งานที่เหมาะสม โดยที่ไม่ทำให้ค่า error เกินกว่าที่จะยอมรับได้
  • Line Scale Factor คือโปรแกรมที่คำนวณค่าสเกลแฟคเตอร์เฉลี่ยโดยใช้ค่าระดับและค่าพิกัดของจุดเริ่มต้นและจุดปลาย กระบวนการคำนวณจะประกอบไปด้วยสองขั้นตอน
    1. ค่าเฉลี่ยของ Elevation scale factor (ESF) – จะคำนวณ ESF  ที่จุดเริ่มต้นและจุดปลาย รวมถึงคำนวณ ESF ที่จุดกึ่งกลางเส้นด้วย โดยใช้ค่าระดับเฉลี่ย การคำนวณหาค่าเฉลี่ยของ ESF จะเป็นการคำนวณในลักษณะเชิงเส้น (linear)
    2. ค่าเฉลี่ยของ Grid scale factor (GSF) – หลักการพิจารณาว่าจะใช้ค่าเฉลี่ยแบบใดให้ถือหลักการดังนี้
      • ถ้าเส้นยาวน้อยกว่า 1 กม. ใช้ Point scale factor ได้เลย (ใช้โปรแกรม “Point Scale Factor” ของผมที่ลงบทความมาก่อนหน้านั้นนี้ อ่านได้ที่ ลิ๊งค์ นี้)
      • ถ้าเส้นยาวมากกว่า 1 กม. แต่น้อยกว่า 4 กม. แนะนำให้หาค่าเฉลี่ย(หารสอง)จาก Point scale factor ที่จุดต้นทางและปลายทาง
      • ถ้าเส้นยาวมากกว่าหรือเท่ากับ 4 กม. แนะนำให้ใช้สูตรของ Simpson 1/6 มาช่วยหาค่าเฉลี่ย เพราะว่าไม่เป็นเชิงเส้น คือเส้นตรงระหว่างจุดสองจุดบนระนาบพิกัดฉาก เมื่อย้อนเอาไปเขียนลงบนทรงรีจะเป็นเส้นโค้งจีโอเดสิค (geodesic) ดังนั้นการคำนวณค่าเฉลี่ยจะให้น้ำหนักตรงกลางเส้นมากที่สุด (เพราะโค้งมากที่สุด) ลองดูสูตรด้านล่างจะเห็นว่าจุดต้นและจุดปลายให้น้ำหนักแค่หนึ่งส่วนในหกส่วน ส่วนตรงกลางให้ถึงสี่ส่วนในหกส่วน

average_scale_factor.png

ดาวน์โหลดและติดตั้ง

  • จะทำการดาวน์โหลดให้มองที่ด้านขวาดูตรงส่วน “ดาวน์โหลด (Download)” มองหา “Surveyor Pocket Tools” แนะนำให้ดาวน์โหลด build 480 ขึ้นไปเนื่องจากมีการแก้ไขบั๊กไปหลายจุด เมื่อดาวน์โหลดมาแล้วจะได้ไฟล์ zip แล้ว unzip ออกมาจะได้ไฟล์ setup นำไปติดตั้งได้ง่ายๆไม่กี่คลิก
  • หลังจากติดตั้งแล้วก็ให้เปิดโปรแกรม “Surveyor Pocket Tools” มองหาไอคอน “Line Scale Factor” แล้วดับเบิ้ลคลิกเพื่อเรียกโปรแกรมมารัน

python_2017-02-25_10-01-27

Surveyor Pocket Tools_2017-02-25_15-26-52.png

  • จุดมุ่งหมายของโปรแกรมนี้ เพื่อให้หาสเกลแฟคเตอร์ของเส้นตรงทำได้ง่าย แค่ป้อนค่าพิกัดและค่าระดับของจุดที่ 1 และจุดที่ 2 โปรแกรมจะคำนวณมาให้ทันที การประยุกต์ใช้สามารถนำตัวเลขนี้ไปใช้ในงานสนามได้ในกรณีที่งานอยู่บนระบบพิกัดฉาก UTM
  • หน้าตาของโปรแกรมถอดแบบมาจาก “Point Scale Factor” แต่ในที่นี้มีสองจุดคือจุดต้นทางและจุดปลายทาง ให้ป้อนค่าพิกัดและค่าความสูงของจุด ความสูงเลือกได้ว่าเทียบกับจีออยด์ (รทก.) หรือความสูงเมื่อเทียบกับทรงรี

โครงสร้างและส่วนประกอบ

  • ถ้ามองเผินๆเหมือนรกหูรกตา แต่จริงๆแล้วก็ไม่มีอะไร เริ่มจากตั้งระบบพิกัดให้ตรงก่อน แล้วกรอกข้อมูลจุดที่ 1 เข้าไปและตามด้วยจุดที่ 2 จากนั้นทำการคำนวณ อาจจะปักหมุดดูที่ google maps หรือไม่ก็ที่ google earth หรือถ้าต้องการเก็บค่าพิกัดก็คลิกได้ที่ไอคอนรูปหมุดเครื่องหมายบวกสีแดง

introduction_lsf.png

วิธีการใช้งาน

  • จุดพิกัดที่ยกมาเป็นตัวอย่างถือว่าเป็นกรณีศึกษา พื้นที่เป็นงานก่อสร้างมอเตอร์เวย์ช่วงใกล้ถนนบายพาสของนครราชสีมา เนื่องจากสเกลแฟคเตอร์มีค่าสูงมาก (มากขนาดกล้อง Total Station ยี่ห้อหนึ่งที่อั้นตัวเลข scale factor ไว้ที่ช่วง 0.9996 – 1.000400  คือไม่ยอมให้ป้อนเกินค่านี้ ก็ไม่ทราบว่าเหตุผลว่าทำไมต้องจำกัดตัวเลขไว้แค่นี้ )
  • จุดที่ 1 ชื่อ “MTW-01” N=1657451.026, E = 808709.698, Elevation = 222.461 m. (รทก.) จุดที่ 2 ชื่อ “MTW-02” N=1658811.819, E=828396.322, Elevation=247.844 m. (รทก.) ป้อนเข้าโปรแกรมดังรูปด้านล่าง เนื่องจาก Vertical Reference เป็นความสูง Orthometric height จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน

Surveyor Pocket Tools_2017-02-25_16-03-14.png

  • คลิกคำนวณที่ไอคอนรูปลูกศรชี้ลง ได้ผลลัพธ์ดังนี้

  • ตัวเลขสามชุดที่เขียนวงด้วยสี่เหลี่ยมด้านล่างๆคือ
    • ค่าสเกลแฟคเตอร์ที่จุดที่ 1 ESF = 0.9999695936, GSF = 1.0007788866
    • จุดกึ่งกลาง ESF = 0.9999675791, GSF = 1.0008552790 จุดกึ่งกลางนี้ ESF ใช้ค่าระดับเฉลี่ยของจุด 1 และจุดที่ 2 มคำนวณ ส่วนค่า GSF ได้จากพิกัดกึ่งกลาง N = (1657451.026 + 1658811.819) / 2 = 1658131.423, E = (808709.698 + 828396.322) / 2 = 818553.010
    • และจุดที่ 2 ESF = 0.9999655645, GSF = 1.0009340710

  • ค่าเฉลี่ย ESF หาได้ง่ายๆเพราะมัน linear จับบวกกันแล้วหารด้วยสาม = (0.9999695936 + 0.9999675791 +0.9999655645) / 3 = 0.9999675791
  • ค่าเฉลี่ย GSF ต้องใช้สูตร Simpsons มาช่วยหาค่าเฉลี่ย = (1.0007788866 + 4*1.0008552790 + 1.0009340710) / 6 = 1.0008556789
  • ค่าเฉลี่ย Combined Scale Factor (CSF) = 0.9999675791 *  1.0008556789 = 1.0008232302 เราต้องการนั่นเอง สังเกตว่าค่าสูงมากๆ 1 กม. ระยะทางบนแผนที่จะเพื้ยนจากระยะทางราบบนพื้นโลก 0.823 เมตรหรือ 82.3 ซม.

 

ปักหมุดลงบน Google Earth

  • ลองปักหมุดดูกัน

 

  • เรื่องสเกลแฟคเตอร์ในงานสำรวจขนาดใหญ่ ที่แบบ drawing ออกแบบบนระบบพิกัดฉาก UTM เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ใช่ไม่ได้ เพราะจะทำให้ตำแหน่งสิ่งปลูกสร้างผิดเพี้ยนไปจากแบบ drawing การใช้สเกลแฟคเตอร์ถึงจะยุ่งยากไปบ้าง แต่ถ้าเข้าใจก็สามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมกับครื่องมือสมัยใหม่เช่น GPS และเครื่องมือรุ่นเดิมๆเช่นกล้อง Total station

Low Distortion Projection

  • ถ้าไม่ใช่สเกลแฟคเตอร์ละ มีทางออกไหม มีครับ ซึ่งวิธีการจะเรียกว่า Low Distortion Projection (LDP) คือสร้างระบบพิกัดฉากขึ้นมาเฉพาะสำหรับพื้นที่ แล้วพยายามคุมให้ความเพี้ยนไม่เกินค่าที่กำหนด เช่น ±20 ppm  แต่ถ้าพื้นที่โครงการไม่ใหญ่มากเช่น 56 กม. x 56 กม. พอจะคุมให้ไม่ให้ความเพี้ยนเกิน ±5 ppm คือระยะทาง 1000 ม. ความเพี้ยนของระยะทางไม่ให้เกิน 5 mm ถ้าระยะทาง 100 เมตร ก็เพื้ยนได้ 0.5 มม. ซึ่งถ้าตั้งกล้อง total station สำหรับให้ตำแหน่งเสาเข็ม ในระยะทางไม่เกิน 100 เมตร สามารถให้ได้เลยเพราะความเพี้ยนครึ่งมิลมิเมตร ถือว่าน้อยมาก จนไม่ต้องนำมาคิด (บางครั้งตอนตั้งเป้าให้ตำแหน่งเสาเข็ม เป้าปริซึมยังโยกไปไม่ตั้งฉาก ยังมากกว่านี้) ทำให้หน้างานสนาม ทำงานได้สะดวก ไม่ต้องตั้งสเกลแฟคเตอร์ให้กล้อง สามารถวางผังได้เลย สำรวจเก็บรายละเอียดก็ทำได้ทันที
  • เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องเก่านานพอสมควร ในอเมริกาเองก็นำมาใช้กันนานแล้ว ลองค้นหาในเน็ตด้วยคึย์เวิร์ดคำว่า “low distortion projection ldp” จะเห็นผลลัพธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมากมายครับ ตอนหน้าผมจะนำเสนอการใช้วิธีนี้กันดูและผมพยายาม implement ด้วยการเขียนโปรแกรมมาช่วย แต่พบว่ามันมีอะไรที่มากกว่าที่คิด ติดตามกันต่อไปครับ
Surveyor Pocket Tools – Update เพิ่มโปรแกรมคำนวณสเกลแฟคเตอร์ (Point Scale Factor) – ตอนที่ 2 (ตอนจบ)

Surveyor Pocket Tools – Update เพิ่มโปรแกรมคำนวณสเกลแฟคเตอร์ (Point Scale Factor) – ตอนที่ 2 (ตอนจบ)

ทดสอบตัวอย่างที่ 2 บนพื้นหลักฐาน Indian 1975

  • ตัวอย่างนี้จะดึงจากตารางฐานข้อมูลที่ผมเตรียมไว้ หมายเหตุว่าตารางฐานข้อมูลผมบูรณาการใหม่ จากเดิมที่เคยเก็บค่าพิกัดในระบบพิกัดฉากกับระบบภูมิศาสตร์แยกกัน ตอนนี้จับมารวมอยู่ด้วยกัน พร้อมมีฟิลด์ที่เก็บระบบพิกัดด้วย เวลาต้องการใช้งานก็ลากมาคำนวณได้เลย จากรูปด้านล่างคลิกที่ไอคอนรูปหมุด

psf_display_db

  • จะได้ตารางข้อมูลที่เก็บค่าพิกัดและค่าระดับ(ถ้ามี) พร้อมทั้งระบบพิกัด เมื่อเปิดมาแล้วผมลากเปลียนขนาดให้ดูใหญ่ว่าแต่ละคอลัมน์มีอะไรบ้าง และเลื่อนตารางไปท้ายสุด ดูบรรทัดที่ไฮไลท์เป็นสีน้ำเงินไว้ เราจะทดสอบโดยใช้ข้อมูลนี้ ระบบพิกัดของจุดนี้อยู่บนพื้นหลักฐาน “Indian 1975” บน UTM zone 48N ดูคอลัมน์ “Point Group” จะเห็นว่าจุดนี้เป็น “Projected Coordinate System” คือเป็นค่าพิกัดในระบบพิกัดฉากนั่นเอง

Surveyor Pocket Tools_2017-02-22_14-37-18

  • จากนั้นให้คลิกเมาส์กดแล้วลากจุดค่าพิกัดนี้ไปทิ้งที่ช่องป้อนข้อมูล ผมทำสัญลักษณ์ตอนลากให้ดูง่ายๆ ว่ากำลังลากจุดที่มีค่าพิกัด

Surveyor Pocket Tools_2017-02-22_14-43-24.png

  • เมื่อวางแล้วจะได้ค่าพิกัดและระบบพิกัดจะเปลี่ยนแปลงไปให้ตามจุดข้อมูล สังเกตว่าโซนยูทีเอ็มเดิม 47N จะเปลี่ยนไปให้ตามหมุดกลายเป็น 48N

Surveyor Pocket Tools_2017-02-22_14-46-39.png

  • คลิกที่ปุ่มลูกศรเพื่อทำคำนวณสเกลแฟคเตอร์ จะได้ผลลัพธ์

Surveyor Pocket Tools_2017-02-22_14-48-49

  • จบแล้วง่ายไหมครับ ก่อนหน้านี้ผมคำนวณ Elevation Scale Factor คำนวณด้วยมือ ส่วน Grid scale factor ใช้โปรแกรมอื่น ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ สุดท้ายก็มาเขียนโปรแกรมใช้เอง ได้ตรงกับใจที่ต้องการ

เบื้องหลังการคำนวณ

  • เบื้องหลังการคำนวณจะเริ่มจากแปลงพิกัดของ “Indian 1975” ไปเป็นค่าพิกัดภูมิศาสตร์บนพื้นฐาน “WGS84” เพื่อเอาค่าพิกัด latitude/longitude ไปดึงเอาค่าความสูงจีออยด์ (N)
  • มาลองย้อนรอยดูครับ ผมจะแปลงพิกัดโดยใช้โปรแกรม “Transform Coordinate” แล้วจากตารางฐานข้อมูลตัวเดิมผมจะลากจุดตัวนี้เข้าโปรแกรม

Surveyor Pocket Tools_2017-02-22_15-12-11.png

  • โปรแกรมจะใส่ค่าพิกัดและจัดระบบพิกัดให้ตรงกับข้อมูล แล้วด้านซ้ายมือตั้งให้เป็นพื้นหลักฐาน WGS84 / UTM zone 48N แล้วคลิกลูกศรชี้ไปด้านซ้ายเพื่อทำการคำนวณจากขวามาซ้าย

Surveyor Pocket Tools_2017-02-22_15-10-19.png

  • จะได้ค่าพิกัด “WGS84” ออกมา latitude = 14.1353282778, longitude = 102.8941568333 และจะเห็นค่าแลตติจูดบน “Indian 1975” latitude = 14.1336620802, longitude = 102.8977353234

 

  • เปิดโปรแกรม “EGM” ทำการคำนวณค่าความสูงจีออยด์ ได้ค่า = -24.3452 m แทนค่าในสูตร h = H + N = 92.274 – 24.345 = 67.929 m  อย่าลืม ความสูงนี้เทียบกับทรงรี WGS84

  • ขั้นตอนต่อไปหาความสูงทรงรีของ “Everest 1830” ของพื้นหลักฐาน “Indian 1975” ด้วยไลบรารี Proj4 สูตรในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ก็ประมาณดังที่แสดงไว้ด้านล่าง

x2, y2, z2 = transform(proj1, proj2, x1, y1, z1)
x2, y2, z2 = transform(proj1, proj2,  102.8941568333,  14.1353282778,  67.929)

  • เราต้องการค่าพิกัด x2, y2, z2 จาก Proj1 ไปยัง Proj2 โดยที่ Proj1 = “WGS84 / Geographic” และ Proj2 = “Indian 1975 / Geographic” คำนวณแล้วได้ค่า z2 = 97.891 m ตัวนี้คือความสูงเมื่อเทียบกับทรงรี “Everest 1830”
  • คำนวณหารัศมีทรงรี R – Mean Radius of Curvature จากสูตร เตรียมค่าสำหรับทรงรี “Everest 1830a = 6377276.345, f = 1/300.8017, e² = 2f – f² = 0.00663784663, e’² = e²/(1-e²) = 0.00668220206 แลตติจูด (θ) = 14.1336620802

  • R = 6377276.345 x √(1 – 0.00663784663) / (1 – 0.00663784663 x sin² (14.1336620802)) = 6358592.078
  • Elevation Scale Factor(ESF) = R / (R + h) = 6358592.078 / (6358592.078 + 97.891) = 0.9999846052 ตรงกับที่คำนวณด้วยโปรแกรม “Point Scale Factor” ข้างต้น
  •  คำนวณ GSF ด้วยสูตร ɸ = 14.1336620802, ƛ = 102.8977353234, ƛ0 = 105

  • การคำนวณด้วยมือ ผมใช้เครื่องคิดเลข

T = tan²(14.1336620802) = 0.06340692275
C = 0.00668220206 x cos²(14.1336620802) = 0.00628376769
A = (102.8977353234 – 105) x 3.141592654/180 x cos(14.1336620802) = -0.03558074351
e’² = 0.00668220206
แทนค่า T,C,A,e’2 ในสูตร จะได้ค่า k =  = 1.00023704

  • ดังนั้น Grid Scale Factor (GSF) = 1.00023704 ซึ่งตรงกับที่โปรแกรม “Point Scale Factor” คำนวณมาได้ข้างต้น

คำนวณค่า Combined Scale Factor (CSF)

  • Combined Scale Factor = ESF x GSF = 0.9999846052 x  1.0002370396 = 1.0002216411
  • ลองมาแปลงเป็น ppm (part per million) เพื่อดูว่าระยะทางหนึ่งกม.จะเพี้ยน (distortion) เท่าไหร่ นำตัวเลขมาลบด้วย 1 จะได้ 1.0002216411 – 1 = 0.0002216411 ทำให้เป็นตัวเลขหารด้วยหนึ่งล้าน(คือสิบยกกำลังหก) = 221.64 / 10 = 221.64 ppm
  • แสดงว่าระยะทาง 1 กม. ระยะบนพิกัดฉากจะต่างกับระยะทางจริงๆบนพื้นโลก  221.6 mm.  = 22.1 cm. ซึ่งไม่ถือว่าน้อย ถ้าวัดบนพื้นโลกได้ 1000 m จะวัดระยะทางบนระบบพิกัดฉากได้ 1000.222 m

soffice.bin_2017-02-23_14-55-36

  • ก็ขอจบตอนแค่นี้ ตอนหน้ามาว่าเรื่อง “Line Scale Factor” คำนวณหาค่า CSF แบบเฉลี่ย ที่จะนำไปใช้งานกันจริงๆ

Surveyor Pocket Tools – เปิดตัวโปรแกรมแปลงไฟล์พิกัดข้ามพื้นหลักฐาน File Transform Coordinates

File Transform Coordinates

  • โปรแกรมแปลงพิกัดข้ามพื้นหลักฐาน Transform Coordinates ที่ผมนำเสนอมาก่อนนั้น แปลงพิกัดได้ทีละจุด อาจจะไม่สะดวกถ้าผู้อ่านมีจุดตั้งแต่ 5-10 จุดขึ้นไป ทางออกผมเลยเขียนโปรแกรมเพิ่มอีกตัวเข้ามา โดยอ่านไฟล์พิกัดที่ต้องการแปลง โดยที่ไฟล์นั้นจะเก็บไว้ในรูปแบบ CSV ที่มีตัวคั่นเป็นเครื่องหมายคอมม่า
  • ขอตั้งชื่อโปรแกรมเป็น File Transform Coordinates โดยใส่คำว่า File นำหน้าชื่อโปรแกรมตัวเดิม เพื่อให้สื่อความหมาย ว่าแปลงพิกัดจากไฟล์

ดาวน์โหลดและติดตั้ง Surveyor Pocket Tools

  • ตอนนี้รุ่นโปรแกรม Surveyor Pocket Tools ที่มีโปรแกรมย่อย File Transform Coordinates มาด้วยนั้น ต้อง build 447 ขึ้นไป ให้ดูด้านขวาที่ช่องดาวน์โหลด (Download) คลิกและก็ดาวน์โหลดมา unzip และทำการติดตั้งได้ง่ายๆ ไม่กี่คลิก
  • เมื่อติดตั้งแล้วจะได้ไอคอน Surveyor Pocket Tools ออกมา เรียกใช้งานก็ดับเบิ้ลคลิกมาได้จะได้ดังรูปด้านล่าง จะสังเกตว่าโปรแกรมในรุ่นนี้มีโปรแกรมย่อยคือ “File Transform Coordinates

โฟลเดอร์ข้อมูลตัวอย่างทดสอบ

  • ก่อนจะไปต่อผมขอเกริ่นถึงโฟลเดอร์สำหรับข้อมูลตัวอย่างที่จะนำมาทดสอบในโปรแกรม ผมทำไอคอน “Example folder” ไว้ดังรูป

  • เมื่อดับเบิ้ลคลิกเข้าไป ข้อมูลนี้เมื่อโปรแกรมถูกติดตั้งแล้วจะไปอยู่โฟลเดอร์ที่ซ่อนของวินโดส์ “C:\Users\ชื่อผู้ใช้\Appdata\Roaming\Surveyor Pocket Tools” และจะเห็นโฟลเดอร์ “example folder” ให้ดับเบิ้ลคลิกเข้าไปจะได้ดังรูปด้านล่าง

วิธีการใช้งานโปรแกรม File Transfer Coordinates ในเบื้องต้น

  • เปิดโปรแกรม  File Transfer Coordinates แล้วจะเห็นหน้าตาโปรแกรมดังรูปด้านล่าง

  • หน้าต่างไดอะล็อกจะประกอบไปด้วยพาเนลด้านซ้ายและพาเนลด้านขวา ด้านซ้ายสำหรับนำไฟล์ข้อมูลเข้า (input) และด้านขวาสำหรับแสดงผลลัพธ์ (output) ที่ได้จากการแปลงพิกัด ผมทำตารางข้อมูลสไตล์ลายม้าลายให้ดูสวยงามและอ่านง่าย ด้านซ้ายจัดเป็นสี navy blue  ด้านขวาสีโทนเขียวๆ
  • แต่ละด้านจะประกอบไปด้วย ช่องเลือกระบบพิกัดเลือกกรุ๊ป (Group) ก่อนว่าเป็นพิกัดบนเส้นโครงแผนที่หรือพิกัดภูมิศาสตร์บนทรงรี จากนั้นจะเลือกพื้นหลักฐาน (Datum) ตามมา และสุดท้ายจะระบบพิกัด (System)
  • ส่วนการอ่านไฟล์ข้อมูลค่าพิกัดที่ต้องการแปลงจากไฟล์ CSV จะอ่านมาก่อน แล้วค่อยมากำหนดว่าคอลัมน์ไหนเป็นค่า Northing/Latitude หรือว่า Easting/Longitude ทีหลัง
  • และรูปแบบของมุม ว่าเป็นดีกรี (Degree) หรือ รูปมุมแยกมีทศนิยมที่ฟิลิปดา (DD MM SS.SSSS) หรือมุมแยกแบบทศนิยมที่ลิปดา (DD MM.MMMM)
  • ล่างสุดเป็นตารางสำหรับแสดงไฟล์นำเข้า CSV

  • ส่วน button มีปุ่มไอคอนเปิดไฟล์ข้อมูล ด้านบนขวามือ มีปุ่มสำหรับคำนวณรูปลูกศรชี้ไปทางขวา และปุ่มไอคอนรูปโลโก้ excel สำหรับ export จัดเก็บผลลัพธ์ออกเป็นไฟล์ในรูปแบบ Microsoft Excel

เปิดไฟล์ข้อมูลตัวอย่างเพื่อทดสอบ

  • สถานที่ของโฟลเดอร์ที่เด็บข้อมูลตามที่ผมเกริ่นไปตอนต้นบทความ ที่โปรแกรม File Transform Coordinates คลิกทีไอคอนรูปโฟลเดอร์ด้านบนขวา จะเห็นไดอะล็อกเลือกไฟล์ ให้เลือกปลายทางมาที่โฟลเดอร์ดังกล่าว

  • เลือกไฟล์ “boundary2-utm47n-indian1975.csv” เมื่อเปิดแล้วจะเห็นไออะล็อก แสดงว่าในไฟล์มีอะไรอยู่บ้างดังรูปด้านล่าง จะเห็น header “Name,Northing,Easting” ซึ่งผมในฐานะคนเขียนโปรแกรม แนะนำว่าการมี Header นั้นมาจะใช้งานโปรแกรมได้สะดวกที่สุด แต่การไม่ใส่ก็ไม่ได้ผิดอะไรครับ แต่ต้องคลิกมากกว่าเดิมเมื่อเปิดไฟล์มาแล้ว

แปลงค่าพิกัดจากพื้นหลักฐาน Indian 1975 ไปยังพื้นหลักฐาน WGS84

  • ค่าพิกัดในไฟล์ชุดนี้เป็นค่าพิกัดฉากในระบบ “UTM Zone 47N” อยู่บนพื้นหลักฐาน “Indian 1975”  ต้องการแปลงไประบบพิกัดฉาก “UTM Zone 47N” ของพื้นหลักฐาน “WGS84

  • ขั้นตอนต่อไปก็มาดูข้อมูลเมื่อเขียนลงตารางม้าลายแล้วจะเป็นอย่างไร ด้านซ้ายจะเขียนลงตารางให้ทั้งหมด ถ้ามี header โปรแกรมจะจัดคอลัมน์ให้ แต่ใน Header อย่างเช่นค่าพิกัด “Y” ต้องมีข้อความแบบนี้ “Northing/North/Latitude” ส่วนตารางด้านขวาจะลอกตารางด้านซ้ายมาทั้งหมด แต่มีคอลัมน์ว่าง ที่จะรอการแปลงพิกัดมาใส่ ดูรูปด้านล่าง

ปรับระบบพิกัดต้นทางและปลายทาง

  • จะเห็นว่าตอนนี้ไฟล์ข้อมูลเป็นค่าพิกัดฉาก UTM ตามที่ผมกล่าวไปแล้ว แต่ในโปรแกรมยังเป็น “Geographic Coordinate System” แบบค่าพิกัดเป็น “Latitude/Longitude” อยู่ ดังนั้นเราจะมาเปลี่ยนระบบพิกัดเป็น
    • Group “Projected Coordinate System
    • System “UTM Zone 47N
    • Datum “Indian 1975

พิมพ์ค้นหาระบบพิกัดสะดวกรวดเร็ว

  • ก่อนหน้านี้เวลาค้นหาพื้นหลักฐาน Datum หรือว่า Projection เช่นพื้นหลักฐาน WGS84 ค่อนข้างจะใช้เวลาเพราะมีตัวย่อยๆเยอะมาก ต้องใช้เมาส์สกรอลล์ สลับกับการใช้คีย์บอร์ดกดตัวหน้าช่วย ตอนนี้ผมปรับปรุงเพิ่มตัวช่วย ขอแค่รู้คำก็ให้พิมพ์ลงไป ที่ด้านล่างตรง Datum ผมพิมพ์คำว่า Indian จะมีพื้นหลักฐานที่เกี่ยวข้องกันมาโผล่สามอย่างคือ “Indian 1960” , “Indian 1954”, “Indian 1975” ให้คลิกเลือกที่ “Indian 1975

  • เลือก Group ซึ่งจะมีแค่สองอย่าง ไม่ต้องพิมพ์ใช้เมาส์คลิกไปที่ “Projected Coordinate System” จากนั้นมาดูที่ System ซึ่ง Indian 1975 จะมี UTM แค่สองโซนคือ 47N กับ 48N ดังนั้นใช้เมาส์คลิกเลือก “Indian 1975 / UTM zone 47N

  • มาดูปลายทางด้นขวาบ้าง จะเปลี่ยนระบบพิกัดเช่นเดียวกัน ดังนี้
    • Group “Projected Coordinate System
    • System “UTM Zone 47N
    • Datum “WGS84
  • ที่ชอง Datum ผมพิมพ์ world จะเห็นมีสามรายการที่เกี่ยวข้องขึ้นมาดังรูป เราเลือก “World Geodetic System 1984

  • จะได้ผลลัพธ์ดังนี้

  • ต่อไปจะเลือกเส้นโครงแผนที่ ที่ช่อง System ผมพิมพ์ 47N จะเห็นมีรายการที่เกี่ยวข้องขึ้นมาสองรายการ รายการแรกที่เราต้องการคือ “WGS84 / UTM zone 47N” ส่วนรายการที่สองเป็นระบบพิกัดของเมียนมา ที่ใช้กับงานขุดเจาะแก๊สในอ่าวเมาะตะมะ ชื่อเต็มๆคือ “Moattama 92 / UTM zone 47N”

  • ต่อไปเลือกคอลัมน์ที่จะให้ผลลัพธ์ไปออกที่ตาราง จะเห็นคอลัมน์ว่างๆมารออยู่ 4 คอลัมน์ ส่วนชื่อเรียกเป็นหมายเลขคือ Col4, Col5, Col6 และ Col7 เรียงกันไป ตัวนี้โปรแกรมเลือกมาให้เป็นค่าปริยายครับ
  • ความหมายคือต้องการให้ค่า Northing ไปเขียนที่  คอลัมน์ที่ 4 (Col4) ต้องการให้ค่า Easting ไปเขียนที่ คอลัมน์ 5 (Col5) เป็นต้น แต่ถ้าผู้ใช้จะสลับก็ได้นะครับ

  • การตั้งรูปแบบมุมไม่มีครับ เพราะต้องการแปลงค่าพิกัดแค่ระบบพิกัดฉากเท่านั้น

คำนวณ Grid Scale Factor & Convergence

  • ผมได้เพิ่มรายการคำนวณ Grid Scale Factor (GSF) & Convergence สูตรคำนวณสองอย่างนี้ไม่มีไลบรารีตัวไหนทำให้ ต้องมาเขียนเอง เปรียบเทียบค่า Grid Scale Factor แล้วกับโปรแกรม Blue marble “Geographic Calculator” และ Trimble “Coordinates Calculator” ค่าใกล้เคียงกันมาก แตกต่างกันที่ทศนิยมที่ 9 
  • แต่กับ Convergence ทำให้ผมแปลกใจเนื่องจาก สองโปรแกรม Geographic Calculator & Coordinates Calculator และที่ผมคำนวณมา  ให้ค่าที่ต่างกันที่ทศยิมที่ 4 ทำไมเป็นอย่างนั้น ทำให้ผมไม่มั่นใจ ทั้งๆที่สูตรมีแค่บรรทัดเดียวเท่านั้น
  • เพิ่มเติมอีกนิดว่า Convergence เป็นมุมต่างระหว่างทิศเหนือจริงกับทิศเหนือในระบบพิกัดฉาก สมัยเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ที่ยังไม่มี GPS/GNSS ผมเคยไปรังวัดอะซิมัทภาคทิศจากดาวและดวงอาทิตย์ จำได้ว่าใช้มุม convergence ที่คำนวณด้วยมือสมัยนั้น แล้วเอาค่าอะซิมัทที่รังวัดมาได้มาลบออกด้วยมุม convergence จะได้อะซิมัทบนระบบพิกัดฉาก แล้วสมัยนี้เอาไปใช้อะไรกันบ้าง นึกไม่ออกครับ

คำนวณและแสดงผล

  • ตอนนี้ตั้งค่าทุกอย่างพร้อมแล้วจะทำการคำนวณ ก็คลิกที่ไอคอนรูปลูกศร คำนวณแปลงพิกัดจากซ้ายไปขวา ได้ผลลัพธ์ดังรูปด้านล่าง จะได้ค่าพิกัดฉาก UTM บน WGS84 พร้อมคำนวณ Grid Scale Factor และ Convergence

จัดเก็บไฟล์ผลลัพธ์ในรูปแบบ Excel

  • เมื่อคำนวณแล้ว สิ่งที่ต้องการก็คือไฟล์ที่เก็บข้อมูลค่าพิกัดที่ได้จากการแปลงพิกัดในรูปแบบ Excel ซึ่งเป็นโปรแกรมสามัญประจำเครืองคอม คลิกที่ไอคอนรูป Excel + ลูกศรสีเหลือง โปรแกรมจะแสดงไดอะล็อก เพื่อถามที่จัดเก็บไฟล์ ป้อนชื่อไฟล์
  • มาเปิดดูไฟล์ผลลัพธ์กัน ผมใช้ LibreOffice Calc เพื่อเปิดไฟล์ผลลัพธ์ดังกล่าว  (LibreOffice โปรแกรมเปิดซอร์สเดี๋ยวนี้เก่งกว่าแต่ก่อนมาก)

  • ถ้าก็จัดความกว้างคอลัมน์อีกนิดหน่อย ก็ไจะได้ังรูปด้านบน พร้อมจะนำไปใช้งานอื่นต่อ สองระบบพิกัดผมแยกด้วยโทนสี สไตล์ของตารางเป็นแบบลายม้าลาย ทำให้อ่านง่าย

ตัวอย่างที่ 2

  • จะแปลงพิกัดจากระบบพิกัดฉาก UTM zone 48N ของ Lao National Datum 1997 ไปยังค่าพิกัดภูมิศาสตร์ บน WGS84
  • เปิดไฟล์ข้อมูลอีกครั้งที่โฟลเดอร์ไฟล์ตัวอย่างข้อมูล “example folder” เลือกไฟล์ “coordinates-lao 1997-utm 48n.csv

  • ในไฟล์นี้ผมใส่  header ไว้ด้วย

  • เลือกระบบพิกัดผมพิมพ์คำว่า lao โปรแกรมจะเลือกที่เกี่ยวข้องมาให้ดังรูป จะเห็นมีไอเท็ม “Lao 1993” และ “Lao National Datum 1997” เลือกอย่างหลังครับ

  • เลือกระบบพิกัดให้ได้ตามรูปด้านล่าง และรูปแบบของมุมเลือก DD MM SS.SSSS

  • คลิกที่ไอคอนรูปลูกศรเพื่อทำการคำนวณ จะได้ค่าพิกัดภูมิศาสตร์ บน WGS84

  • จัดเก็บเข้าไฟล์ excel แล้วเปิดดูที่ไฟล์ จะเห็นที่คอลัมน์ “Latitude”, “Longitude” ที่โปรแกรมคำนวณมาให้

  • ฟีเจอร์คำนวณ Scale Factor และ Convergence ได้เพิ่มไปในโปรแกรม Transform Coordinates ที่คำนวณจุดต่อจุด และการพิมพ์เพื่อเลือกระบบพิกัดก็ทำได้เช่นเดียวกัน

  • โปรแกรมในชุดแปลงพิกัดยังมีฟีเจอร์ที่จะปรับปรุงเพิ่มเติมในอนาคตพอสมควร จะเพิ่มเติมพื้นหลักฐานและครอบคลุมเส้นโครงแผนที่ให้มากกว่านี้
  • พบกันตอนต่อไปครับ